ในขณะที่นายชัยวัฒน์เจ้าของร้านดังกล่าว ได้มีการนำเอกสารออกมาโต้แย้ง เป็นเอกสารที่ศาลมีคำพิพากษา ยกฟ้อง ที่ทางอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ฟ้องร้องดำเนินคดีว่าตนบุกรุกพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าวจำนวน 9 ไร่เศษ เพราะครอบครองมานานกว่า 50 ปี ก่อนที่จะประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จึงมีสิทธิ์ครอบครองโดยชอบตามกฎหมาย ซึ่งระบุว่าขอบเขตของที่ดินอยู่ติดกับลำน้ำห้วยแก้ว จึงไม่ผิดกฎหมาย โดยต้องการจะก่อสร้างบ้านใหม่ และจะย้ายออกจากบ้านหลังเดิมที่อยู่ในพื้นที่ 9 ไร่เศษ เนื่องจากขายต่อให้ผู้อื่นไปแล้ว
การกล่าวอ้างนั้น ถือว่าอย่างไรก็ผิดกฎหมาย ทั้งการอ้างว่า มีสิทธิ์ครอบครอง สค.1 ที่ภายหลังได้มีการนำไปออกโฉนดเรียบร้อยแล้ว ถือว่าหมดสิทธ์ที่จะก่อสร้างเพิ่มเติมจากเดิมได้อีก โดยเฉพาะสิ่งก่อสร้างใหม่ ที่บางส่วนรุกล้ำไปในลำธารธรรมชาติอย่างชัดเจน และคาดว่าเพิ่งเริ่มมีการก่อสร้างตั้งแต่ ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นลักษณะเสาสูงคล้ายอาคารคร่อมลำน้ำ
ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่จึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งแต่แรกจะได้มีการควบคุมตัวเจ้าของร้านไว้แล้ว แต่นายชัยวัฒน์ไม่ยินยอมแต่โดยดี จึงต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ที่จะออกหมายเรียกตัวนายชัยวัฒน์มาสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 54, 55, 72 ตรี ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 มาตรา 14, 31 ยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2504 มาตรา 16 (1) (2) (4), 24 ยึดถือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางป่า, ทำอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ และทำให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมสภาพแก่ดิน หิน กรวด หรือทราย
ด้าน นายชัยวัฒน์ อินทร์ชำนาญ (เจ้าของร้านอาหาร เฮือนห้วยแก้ว) ได้มีการโต้แย้งกับเจ้าหน้าที่และกล่าวหาเจ้าหน้าที่ว่าเลือกปฏิบัติ มีประชาชนที่บุกรุกพื้นที่ป่าอีกมากมายแต่ไม่ดำเนินคดี มีอำนาจอยู่ในมือแต่มารังแกประชาชน และจะฟ้องเจ้าหน้าที่กลับในมาตรา 157 และพร้อมจะต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป พร้อมกล่าวหาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ประพฤติโดยมิชอบ เลือกปฏิบัติ ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยไม่สุจริตผิดมาตรา 157 ทั้งทั้งที่ที่รายรอบบริเวณนั้นอยู่อย่างผิดกฎหมายแต่ไม่ดำเนินการใดๆ