บางคนเลือกเดินทางก่อนวันหยุดเพื่อเลี่ยงรถติด แต่ปรากฏว่าเมื่อรถบนถนนมีน้อย ก็ทำให้เกิดพฤติกรรมขับรถเร็ว ขับจี้ท้ายกัน หลายครั้งเบรกไม่ทัน รถก็ชนกันเป็นขบวน บางครั้งผู้ขับขี่มองเห็นข้างหน้ามีอุบัติเหตุ ก็พยายามหักหลบ เบี่ยงไปบริเวณเกาะกลาง แต่หารู้ไม่ว่ามีคนอยู่ตรงนั้น ก็เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนอีก
นอกจากนั้น ถนนหลายสายในช่วงเทศกาล เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปิดช่องกลับรถ เพื่อไม่ให้มีรถตัดกระแสจนเป็นต้นเหตุของการจราจรติดขัด / แต่การปิดช่องทางกลับรถ ทำให้พวกรถเล็กอย่างมอเตอร์ไซค์หาทางยูเทิร์นไม่ได้ ต้องวิ่งย้อนศร ก็เสี่ยงที่จะมีการชนเกิดขึ้น ไม่ต่างอะไรกับร้านค้าริมทางช่วงเทศกาลที่จะเยอะเป็นพิเศษ ต้องระวังมีคนจอดซื้อของ และรถคันที่ตามมาจะชนได้ นี่คือความเสี่ยงทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นง่ายๆ แต่ป้องกันได้ด้วยความไม่ประมาท
แน่นอนว่าการสังเกตสิ่งรอบข้างคงไม่เพียงพอ ถ้าคนเดินทางไม่ได้เตรียมพร้อมตัวเองไว้ก่อนเดินทางด้วย
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการขับรถทางไกล คือพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทาง หลายคนเข้าใจว่า ถึงเราจะโหมงานมาอย่างหนักแค่ไหน เพื่อเคลียร์ตัวเองให้ว่างในวันหยุดยาว การนอนเพียงคืนเดียวก่อนเดินทางก็ทำให้ร่างกายกลับมาพร้อม กลับมาฟิตได้แล้ว ความคิดนี้บอกเลยว่าผิดมหันต์ / เพราะความเหนื่อยล้าต่อเนื่อง ไม่สามารถเยียวยาได้เพียงข้ามคืน บางคนกำลังจะไปเที่ยว ยังไม่วายขอฉลองก่อนเดินทาง แน่นอนว่ามีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่รู้ว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงก็ยังทำ เพราะห้ามใจไม่ได้ นี่ก็ผิดมหันต์
สิ่งที่ควรทำคือ เตรียมร่างกายตัวเองให้พร้อมที่สุด อย่าลืมวางแผนการเดินทาง หากเส้นทางสายหลักมียวดยานคับคั่ง ก็ลองเช็คเส้นทางอื่นที่เป็น "ทางเลี่ยงช่วงเทศกาล" จะมีตำรวจทางหลวงแนะนำไว้หมดแล้ว ส่วนแผนที่ออนไลน์ควรเป็นตัวเลือกสุดท้าย เพราะหลายๆ ครั้งแนะนำเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคย
เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม ยานพาหนะก็ต้องพร้อมด้วย ไม่ต้องรอไปแวะเช็คสภาพรถริมทาง เพราะช่วงก่อนเดินทาง หลายหน่วยงานเปิดให้เช็คฟรี เป็นนโยบายของรัฐบาลไปแล้ว
เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมความพร้อมก่อนเดินทางมาแล้ว แต่เมื่อขึ้นรถ นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ก็ยังประมาทไม่ได้ เพราะรายละเอียดระหว่างเดินทางก็สำคัญไม่แพ้กัน
ถ้าย้อนไปดูความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนน และไม่อยากเป็นหนึ่งในผู้ก่ออุบัติเหตุ สิ่งที่ต้องทำคือ สังเกตการออกแบบถนน เพราะถนนบางเส้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้รถวิ่งด้วยความเร็วสูงๆ โดยเฉพาะถนนที่มีต้นไม้ใหญ่เรียงรายอยู่ข้างทาง และไม่มี clear zone หรือ "เขตปลอดภัย" หากรถเสียหลักหลุดออกจากถนนไป ก็ต้องชนต้นไม้สถานเดียว ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยชี้ชัดว่า การขับรถชนต้นไม้แบบตรงๆ ด้วยความเร็วแค่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็มีโอกาสสูงที่ผู้ขับขี่จะเสียชีวิตแล้ว ซ้ำร้าย หากขับชนด้านข้าง ใช้ความเร็วแค่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตายได้
นอกจากนั้น ยังต้องระวังการวิ่งบนไหล่ทาง หรือช่องทางพิเศษ เพราะมีทั้งรถเล็ก คนจอดรถซื้อของ ไม่ใช่ว่าเห็นคันหน้าเบี่ยงออก เราก็ขับตามบ้าง / เพราะจริงๆ แล้วเขาอาจจะอยากจอดซื้อของก็ได้
ที่สำคัญ ไม่ว่าจะฟิตแค่ไหน ก็ควรจอดพักทั้งรถทั้งคนทุกๆ 2 ชั่วโมง และควรขับไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง ค่าเฉลี่ยของการขับรถระยะยาวต่อการพักหนึ่งครั้ง คือ 400 กิโลเมตร ถ้าง่วงและจำเป็นต้องขับรถ มีข้อแนะนำง่ายๆ คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ปากขยับตลอดเวลา เพราะเมื่อปากขยับ สมองจะรับรู้ว่าเรายังตื่นอยู่ ถ้าอยากจอดนอนพัก ควรจอดในที่ที่มีลมระบาย มีอากาศถ่ายเท เปิดกระจกรถเอาไว้ อย่าอยู่ในที่อับแล้วติดเครื่องทิ้งไว้ ไม่เช่นนั้นก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซค์จะตีกลับเข้ามาในรถ หลับยาวแบบ "ฟื้นไม่มี" แน่นอน
ท้ายที่สุดหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ท่องเอาไว้ว่า "โทรฉุกเฉิน" ดีที่สุด เบอร์โทร 1669 ต้องจำให้ใจตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้คือ check list เบื้องต้น เพื่อบอกตัวเองและคนใกล้ชิดว่า ความประมาทคือหนทางแห่งความตาย ระลึกเอาไว้หากไม่อยากเป็นผีเฝ้าถนนช่วงสงกรานต์