นี่คือมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอียู ซึ่งออกมาบังคับใช้ในช่วงรัฐบาล คสช.ตั้งแต่พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ต่อเนื่องมาถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ออกเพิ่มเติมอีกถึง 3 ฉบับ มีมาตรการหลักๆ บังคับเรือประมง ผู้ประกอบธุรกิจจับสัตว์น้ำ และคนในอุตสาหกรรมประมง อย่างน้อย 13 มาตรการ เพื่อหวังให้อียูปลดใบเหลืองให้กับไทย เพราะหากอียูให้ใบแดง ก็จะระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากไทยทั้งหมด
แต่มาตรการที่ออกมา ถูกมองจากชาวประมงและผู้ประกอบการว่า มีความซ้ำซ้อนและปฏิบัติตามได้ยากมาก ทำให้มีกระแสการเคลื่อนไหวและนัดรวมตัวกันหยุดออกเรือในวันจันทร์ที่ 9 เมษายนนี้ที่จังหวัดปัตตานี คุณภูเบศ จันทนิมิ นายกสมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วยผู้ประกอบการประมง ผู้ประกอบการธุรกิจต่อเนื่อง และลูกเรือประมงกว่า 500 คน รวมตัวกันที่ลานศิลปวัฒนธรรม หน้าศาลากลางจังหวัด เมื่อวานนี้ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องผ่านผู้ว่าฯ ไปยังรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้เร่งแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวประมง
เพราะมีรายละเอียดที่ซ้ำซ้อนและย้อนแย้งในตัวเอง โดยผู้ประกอบการประมงทั้งหมดจะนำเรือเข้าจอดเทียบท่า และหยุดออกทะเลในวันที่ 9 เมษายนที่จะถึงนี้ เพื่อรอคำตอบจากรัฐบาลส่วนที่จังหวัดระยอง ตัวแทนกลุ่มประมงอวนล้อม เข้ายื่นหนังสือต่อรองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมชูป้ายประท้วงกฎเหล็กที่ออกตามมาตรการของอียู เพราะมองว่าทำให้พวกเขาที่ประกอบอาชีพสุจริต ต้องกลายเป็นคนทำผิดกฎหมาย ไม่ต่างจากโจรโดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีการออกระเบียบต่างๆ มาควบคุมมากมายกว่า 200 ข้อ
ที่จังหวัดตราด มีการเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการประมงเช่นกัน โดยบอกว่า ในช่วงนี้ที่เจ้าหน้าที่อียูเข้ามาตรวจความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา ยิ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมประมง กรมเจ้าท่า กรมการจัดหางาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พากันควบคุมธุรกิจประมงในพื้นที่ต่างๆ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดมากขึ้น จนเรือประมงพาณิชย์ไม่สามารถออกทำประมงได้การเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน ยังมีขึ้นที่จังหวัดสงขลาและภูเก็ตด้วย โดยที่สงขลา ชาวประมงเตรียมจอดเรือกว่า 700 ลำ งดออกหาปลาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 เมษายนเป็นต้นไป
สำหรับปัญหาการปฏิบัติตามมาตรการของอียู สืบเนื่องจากรัฐบาลพยายามบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ต่างกรม ต่างกระทรวงกัน ให้ทำงานร่วมกันภายใต้ "ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย" หรือ "ศปมผ." ซึ่งมีกองทัพเรือเป็นผู้ควบคุม แต่การออกประกาศหรือคำสั่งเพื่อควบคุมการทำประมงนั้น ปรากฏว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมประมง กรมเจ้าท่า กรมการจัดหางาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ต่างคนต่างออกระเบียบโดยไม่ประสานกับ ศปมผ. ส่งผลให้ประกาศคำสั่งหลายๆ ฉบับย้อนแย้งกันเอง และทำให้ชาวประมงสุ่มเสี่ยงกระทำผิดกฎหมายยิบย่อยทุกกรณี
ตัวอย่างที่ชาวประมงยกมาเล่าให้ฟังก็เช่น ประกาศของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้นายจ้างไปเปิดบัญชีธนาคารให้กับลูกเรือ ซึ่งกลุ่มนายจ้างก็ปฏิบัติตาม แต่ต่อมาก็มีประกาศซ้ำออกมาอีกว่า นายจ้างต้องเก็บสลิปที่ลูกจ้างถอนเงิน และถ่ายเอกสารนำไปยื่นต่อ "ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า- ออก" หรือ "ศูนย์ปีโป้" ด้วย ซึ่งกลายเป็นการสร้างความลำบากให้กับนายจ้างและลูกเรือเกินความจำเป็น นอกจากนั้นยังมีประกาศให้เรือขนาด 150 ตันกรอสขึ้นไป ต้องมีเรือชูชีพ ซึ่งราคาเรือชูชีพลำละกว่า 1 แสนบาท และยังบังคับให้ลูกเรือทุกคนสวมเสื้อชูชีพที่ทางกรมเจ้าท่ารับรองเท่านั้น ซึ่งมีราคาแพงกว่าท้องตลาดถึง 3 เท่า ที่สำคัญเวลาทำผิดระเบียบเหล่านี้ จะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา
ฟากฝั่งของรัฐบาล ทีมล่าความจริงได้ไปสอบถาม พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย เกี่ยวกับการนัดจอดเรือของชาวประมงหลายจังหวัดทั่วประเทศ แต่ พลเอกฉัตรชัย บอกเพียงว่า ยังไม่ทราบข่าวนี้ ยืนยันว่าไม่มีการประท้วงของชาวประมง ทุกอย่างยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อยนี่คือปัญหาใหญ่อีกหนึ่งปัญหาของรัฐบาล คสช. ซึ่งถือว่าเป็นทางสองแพร่งที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ เพราะหากแก้ไขปัญหาไม่ดี เผลอๆ อียูให้ใบแดง ก็จะยิ่งกระทบกับอุตสาหกรรมประมงบ้านเรา แต่การออกกฎระเบียบที่ปฏิบัติไม่ได้จริง ก็กระทบกับวิถีชีวิตและธุรกิจประมงเช่นกัน