เรื่องการสอบสวนก็ว่ากันไป แต่ประเด็นที่สังคมคาใจ ไม่ใช่คุณภาพของ "ตู้กรองน้ำ" เพราะเรื่องราคาขึ้นกับสเปคและคุณภาพ ตู้กรองน้ำราคาเครื่องละเป็นล้านบาท หรือหลายล้านบาทก็ยังมี แต่ปัญหาของโครงการนี้ อยู่ที่การเลือกซื้อ "ของแพง" ไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ โดยขาดการมีส่วนร่วม เพราะเท่าที่ "ล่าความจริง" ลงพื้นที่ พบว่าหลายจุดชาวบ้านยังไม่รู้เลยว่ามีการติดตั้งตู้กรองน้ำแล้ว
อย่างตู้กรองน้ำที่ตั้งอยู่ข้างกุฏิเจ้าอาวาส ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส ปรากฏว่าไปสอบถามเจ้าอาวาสวัด ท่านบอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่ามาติดไว้ทำไม และไม่รู้ด้วยว่าเป็นของหน่วยงานไหนมาติดตั้ง ส่วนการตั้งตู้กรองน้ำในวัด ล่าความจริงเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า วัดที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่แหล่งรวมผู้คนเหมือนภาคอื่นๆ จะค่อนข้างเงียบเหงา วัดจะมีคนเยอะในช่วงวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงเลือกวัดเป็นสถานที่ตั้งตู้กรองน้ำราคาถึงกว่าครึ่งล้าน และพระก็ไม่ได้ขาดแคลนน้ำดื่ม
อีกประเด็นหนึ่งที่สังคมคาใจ ก็คือ การจัดซื้อด้วย "วิธีพิเศษ" โดยไม่ได้มีการประกวดราคา แถมยังซื้อของแพง ซึ่งไม่รู้ว่าได้ประโยชน์คุ้มค่า คุ้มราคาหรือไม่ เปรียบเทียบง่ายๆ สมมติเราจะซื้อรถยนต์แจกทุกตำบลทั่วประเทศ เราจะเลือกซื้อรถหรูกันกระสุนคันละ 20 ล้าน หรือจะซื้อรถปิคอัพคันละ 5 แสน เพื่อให้ใช้บรรทุกคน บรรทุกของ นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายกว่า นี่คือปัญหาที่คนเขาคาใจ
เรื่องที่สังคมตั้งคำถามนี้ จริงๆ มีคนเขาหาคำตอบไว้ให้แล้ว โดยองค์กรตรวจสอบการใช้งบประมาณในพื้นที่ ได้ประสานกับนักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ศึกษาวิเคราะห์โครงการติดตั้งตู้กรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ของ ศอ.บต. ผลการศึกษา สรุปออกมาเป็นเล่มเลย แต่ทางคณะผู้วิจัยเขาไม่อยากเปิดตัว จึงได้ส่งเฉพาะผลศึกษามาให้ "ล่าความจริง"
ผู้วิจัยโครงการนี้เขาลงพื้นที่จริงๆ พูดคุยกับชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่น พบประเด็นความเสี่ยงของโครงการติดตั้งตู้กรองน้ำครึ่งล้านดังนี้ 1.ไม่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ที่มา และรูปแบบการดำเนินโครงการ ข้อมูลโครงการจะทราบเฉพาะแกนนำที่เกี่ยวกับการดำเนินงานเท่านั้น 2.ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงงบประมาณที่ใช้ในการทำโครงการ 3.ไม่ได้ช่วยตอบสนองความต้องการที่แท้จริง หรือความจำเป็นแก่คนในชุมชน เพราะบางคนมีตู้กรองน้ำขนาดครอบครัวใช้เองอยู่แล้ว ยกเว้นบางพื้นที่ที่ห่างไกล 4.มีการตอบสนองความต้องการของชุมชนค่อนข้างน้อย แต่สามารถตอบสนองความต้องการให้กับกลุ่มคนพิเศษ เช่น นักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ไกลจากชุมชน 5.ไม่ได้มีการสำรวจความคิดเห็นหรือความต้องการของประชาชนในชุมชน ไม่มีการทำประชามติ หรือสอบถามความต้องการของชุมชน และ 6.แม้ตู้กรองน้ำฯจะมีความสามารถในการผลิตน้ำดื่มได้ปริมาณมาก แต่กลุ่มคนอาจไม่นิยม โดยเฉพาะคนในเขตเมือง เพราะมีทางเลือกในการใช้บริการได้มากกว่าในเขตชนบท
ผลการศึกษาวิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ สรุปว่า "ได้รับผลประโยชน์ค่อยข้างน้อย เพราะมีประชาชนไปใช้บริการน้ำดื่มน้อย เมื่อเทียบจำนวนคนในชุมชน ทำให้ความประหยัดในการลดค่าใช้จ่ายยังไม่สำเร็จ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะจุดเริ่มต้นของโครงการไม่ได้เกิดจากความต้องการของชาวบ้านหรือชุมชนอย่างแท้จริง ประเด็นความเสี่ยงที่น่าสนใจคือ ความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ เพราะการได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ยังไม่ทั่วถึง และยังมีมูลค่าน้อยเมื่อเทียบกับงบประมาณที่จ่ายไป ถือว่ามีจุดอ่อนด้านความเสี่ยงในมิติความโปร่งใส การตอบสนอง และการมีส่วนร่วมของชุมชน อันส่งผลต่อการบริหารโครงการของรัฐตามแนวทางหลักธรรมาภิบาล" ส่วนเรื่องคุณภาพน้ำดื่ม และศักยภาพการผลิตน้ำดื่มของตู้กรองน้ำฯ ผลออกมา "ไมมีปัญหา" ซึ่งก็ตรงกับที่ "ล่าความจริง" เน้นย้ำตลอดว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องคุณภาพของตู้กรองน้ำฯ แต่เป็นปัญหาเรื่องกระบวนการดำเนินโครงการและวิธีการจัดซื้อ
สำหรับบริษัทผู้ผลิตตู้กรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ คือ บริษัท เซ็นทริก (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่ย่านนวลจันทร์ กรุงเทพฯนี่เอง โดยในวันพรุ่งนี้ ทางบริษัทจะสาธิตการทำงานของตู้กรองน้ำฯ ที่กลังตกเป็นข่าวอยู่นี้ ที่วัดนังคัลจันตรี อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยจำลองสภาพแวดล้อมจริงๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพของตู้กรองน้ำฯ ที่ผลิตน้ำสะอาดได้จากน้ำทุกชนิด เพื่อให้สังคมไม่เข้าใจผิดกับคุณภาพของตู้กรองน้ำฯและราคาตามที่เป็นข่าว
บริษัทผู้ผลิตเขาเตรียมสาธิตในเวลาบ่าย 3 โมง ล่าความจริงก็จะส่งทีมข่าวไปรายงานและเก็บบรรยากาศมาฝากคุณผู้ชม แต่การตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อและความคุ้มค่ายังไม่จบ เรายังมีงบส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการนี้มารายงานให้คุณผู้ชมทราบอีก แย้มให้ฟังสักนิดว่า แค่ป้ายโครงการตู้กรองน้ำฯ ทุกจุดในพื้นที่ ก็ตั้งงบไว้ถึง 18 ล้านบาทแล้ว รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้องรอติดตาม