สำหรับกรณีที่รถเมล์เอ็นจีวีสาย 138 หยุดให้บริการในวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา เกิดจากขนาดและการตั้งค่าสายพานคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่เหมาะสม ส่งผลให้สายพานคอมเพรสเซอร์แอร์ขาด
กลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO ผู้จัดหาและซ่อมบำรุงรถเมล์เอ็นจีวี รับทราบปัญหาดังกล่าว และตัดสินใจเปลี่ยนสายพานคอมเพรสเซอร์แอร์บนรถเมล์เอ็นจีวีครบทั้งหมด 100 คันในคืนวันนั้น (29 มี.ค.) เนื่องจากถ้ารถเมล์ไม่สามารถให้บริการได้ เอกชนต้องจ่ายค่าปรับให้ ขสมก. ในอัตรา 600 บาทต่อชั่วโมงต่อคัน โดยเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ทำให้รถเมล์หยุดวิ่งไปประมาณ 30 นาที ซึ่ง ขสมก. จะบันทึกข้อมูลและเรียกเก็บค่าปรับจากเอกชนภายหลัง
ส่วนกรณีที่รถเมล์เอ็นจีวีสาย 140 หยุดให้บริการบริเวณถนนราชปรารภ ในเวลาประมาณ 7.00 น. วันนี้ (30 มี.ค.) นั้น นายประยูรชี้แจงว่า เกิดจากสัญญาณเตือนบนรถเมล์ดังขึ้น ทำให้พนักงานขับรถไม่มั่นใจและตัดสินใจหยุดให้บริการระหว่างทาง แต่เมื่อฝ่ายเทคนิคตรวจสอบภายหลังก็ไม่พบปัญหาใดๆ และนำรถออกให้บริการต่อได้ ขณะเดียวกันก็ได้ให้ผู้โดยสารขึ้นรถเมล์คันถัดไปโดยไม่เก็บค่าโดยสารเพื่อเป็นการดูแล
แต่จากเหตุดังกล่าว ขสมก. คงต้องอบรมและสร้างความเข้าใจกับพนักงานขับรถมากขึ้น โดยขณะนี้ ขสมก. กำลังทยอยอบรมพนักงานขับรถทั้ง 4 เขตการเดินรถ เพื่อให้เคยชินกับรถเมล์ใหม่และไม่เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นอีก
"ช่วงนี้เป็นการทดลองเดินรถเมล์เอ็นจีวี 100 คัน ซึ่งก็พบปัญหาบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่จนกระทบต่อการรับมอบรถ ทดลองวิ่งอีก 2-3 วันก็น่าจะเข้าที่ คิดว่าจะลงนามรับรถจากเอกชนได้เร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า" นายประยูรกล่าว