อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ คุณนภรา เศรษฐกร บอกกับ "ล่าความจริง" ว่า ขณะนี้ทางกรมฯได้ลงพื้นที่ควบคู่กับไปกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เพื่อตรวจสอบปมการทุจริต ทั้งในส่วนของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และนิคมสร้างตนเอง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือกลุ่มแรกตรวจสอบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และนิคมสร้างตนเอง ตรวจไปแล้วทั้งหมด 58 แห่งทั่วประเทศ พบการกระทำความผิดในลักษณะไม่ปฏิบัติตามหลักการในการเบิกจ่ายเงิน 21 แห่ง สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่แล้ว 22 คน ส่วนอีก 16 คน เกษียณอายุราชการ และลาออกจากราชการไปแล้วกลุ่มที่ 2 อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 30 แห่ง และกลุ่มที่ 3 ไม่พบการทุจริต ในกลุ่มที่ 3 นี้ (ต้องปรบมือให้) ได้แก่ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสมุทรสาคร สกลนคร สิงห์บุรี ภูเก็ตนครศรีธรรมราช แพร่ และนิคมสร้างตนเองในจังหวัดสกลนคร
ในส่วนของการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต อธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ บอกว่า ได้สอบวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเพียงแห่งเดียว คือ จังหวัดขอนแก่น ส่วนอีก 7 จังหวัดอยู่ระหว่างการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะสามารถสรุปผลการตรวจสอบออกมาได้ทั้งหมดสำหรับการสอบสวน คุณพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวง พม. และ คุณณรงค์ คงคำ รองปลัดกระทรวง พม. ที่ถูกนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งย้ายไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ บอกว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.ตั้งขึ้น โดยกรรมการประกอบด้วยข้าราชการนอกกระทรวง 4 คนมาร่วมสอบสวน แต่ยังไม่สรุปผลออกมาการตรวจสอบทุจริตในส่วนของเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่งนี้ ไม่ได้ทำเฉพาะ ป.ป.ท. แต่ที่ผ่านมา ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็ทำงานเก็บข้อมูลอยู่เงียบๆ ด้วย โดยล่าสุด พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. บอกว่า คณะทำงานของ ป.ป.ช.ตรวจสอบพบการทุจริตในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นการทุจริตที่เกี่ยวกับเงินอุดหนุนสงเคราะห์ชาวเขา จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปแสวงหาข้อเท็จจริง และรวมรวมข้อมูลเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นพบว่ามีเส้นทางการทุจริตที่ชัดเจน น่าจะเอาผิดได้
นี่คือความคืบหน้าการตรวจสอบทุกด้านที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่เรื่องนี้มีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายว่า บทบาทในระดับรัฐบาลดูจะน้อยไปนิดหนึ่ง ทั้งๆ ที่สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 จัดการข้าราชการที่พบหลักฐานการทุจริตชัดๆ ได้ทันที แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีการดำเนินการ บอกแต่เพียงว่าให้ ป.ป.ท.ทำงานต่อไป จนมีบางคนนินทาว่า ไม่กล้าใช้ "ดาบมาตรา 44" เพราะกลัวเจอย้อนศรให้จัดการ "มิสเตอร์นาฬิกา" ใน ครม.ด้วยหรือเปล่า ขณะเดียวกันก็มีกระแสโจมตีว่า ทำไมในช่วงรัฐบาลปราบโกง ถึงพบการโกงแทบทุกหย่อมหญ้า ทุกหน่วยงานล่าสุดวันนี้ "นายกฯลุงตู่" พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาชี้แจงเสียงวิจารณ์ทั้ง 2 ประเด็น โดยบอกว่า เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลได้ดำเนินการมาตลอด อย่ามองแค่แย่ลงหรือดีขึ้น เพราะยังไม่รู้ทั้งหมด เนื่องจากกลไกการทุจริตมีจำนวนมาก และอยากให้ไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อนๆ กับรัฐบาลชุดนี้ว่าได้ทำงานปราบทุจริตไปมากขนาดไหน ส่วนการทุจริต 2-3 กระทรวงที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ก็ได้สั่งการไปแล้วว่าต้องให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องพ้นจากหน้าที่ทั้งหมด และสอบสวนให้โดยเร็ว
ท่านนายกฯลุงตู่ บอกให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องพ้นหน้าที่ไปก่อน แต่เมื่อสักครู่ ข่าวจากกระทรวง พม.เพิ่งตั้งคณกรรมการสอบสวนทางวินัยเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งไปเพียงศูนย์เดียว ทั้งๆ ที่พบทุจริตแล้ว 49 ศูนย์ทั่วประเทศ ตกลงจะทำกันอย่างไร เพื่อให้คำบัญชาของนายกฯมีผลเป็นรูปธรรม