จากการตรวจสอบข้อมูลของเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เขต 8 พบว่า ข้อมูลการเบิกจ่ายเงินของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และกระบี่ ได้รับงบประมาณสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยไม่เท่ากัน อย่างจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ กลับได้จัดสรรงบเพียง 1 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้งบถึง 10 ล้านบาท คำถามคือ...อะไรเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีหน่วยงานระดับ "กอง" ที่เกี่ยวข้องกับเงินสงเคราะห์ 2 กอง หนึ่งคือ กองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ดูแลสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 11 แห่ง กับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 37 แห่งทั่วประเทศส่วนอีกกองหนึ่ง คือ กองพัฒนาสังคมกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ดูแลนิคมสร้างตนเอง 43 แห่ง กับศูนย์พัฒนาราษฎรบนที่สูง หรือ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา 16 แห่ง
ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง นิคมสร้างตนเอง และศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง รวมแล้วทั่วประเทศมีทั้งหมด 107 แห่ง แต่ละปีได้รับเงินอุดหนุนประเภทสงเคราะห์หลักร้อยล้านบาท โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นผู้อนุมัติหลักการไปยังศูนย์และนิคมแต่ละแห่ง ซึ่งจะได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พื้นที่ประสบภัยพิบัติตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย และเส้นความยากจนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์
ข้อมูลเชิงลึกที่ทีมล่าความจริงได้รับมา พบว่า ปีงบประมาณ 2560 เฉพาะไตรมาสแรก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้เบิกจ่ายเงินอุดหนุนประเภทสงเคราะห์ให้กับหน่วยงานในสังกัดไปแล้วทั้งสิ้นเกือบ 200 ล้านบาท และส่อว่าจะมีการเรียกงบกลับคืนในรูปแบบของ "เงินทอน" ในอัตราร้อยละ 20-50 โดยใช้วิธีวางคนของตัวเองเป็นผู้อำนวยการศูนย์และนิคมบางแห่ง ซึ่งศูนย์และนิคมเหล่านี้เกี่ยวพันกับพฤติการณ์ปลอมแปลงเอกสาร จ่ายเงินสงเคราะห์ไม่ครบ และสวมชื่อเบิกจ่ายโดยเจ้าของลายเซ็นไม่ได้รับเงิน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในปัจจุบัน
ฉะนั้นโจทย์ใหญ่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งรัดมาล่าสุด ก็คือ ต้องสาวให้ถึง "ต้นตอ" ของเครือข่ายงาบงบให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าต้องไม่ถูกตัดตอนแค่ "ผอ.ศูนย์ฯ" เพราะข้อมูลขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า มีข้าราชการระดับผู้ใหญ่ในกระทรวงมีส่วนเกี่ยวข้องในวงจรอุบาทว์ "ปล้นเงินคนจน"