ยกฟ้อง "4 หนุ่มใหญ่" คดี ยิง M 79 ใส่ กปปส.แจ้งวัฒนะ
01 ก.พ. 2561 | nation_ent

ศาลชี้ หลักฐานอัยการอ่อน ขัดกันเอง ผังสถานที่เกิดเหตุไม่ชัดตามที่จริง สุดท้ายยกฟ้อง ขณะที่ 4 คน ยังต้องรับโทษตลอดชีวิตคดีระเบิด กปปส. ราชดำริ อีกสำนวน
ข่าว
01 ก.พ. 2561 | nation_ent

ศาลชี้ หลักฐานอัยการอ่อน ขัดกันเอง ผังสถานที่เกิดเหตุไม่ชัดตามที่จริง สุดท้ายยกฟ้อง ขณะที่ 4 คน ยังต้องรับโทษตลอดชีวิตคดีระเบิด กปปส. ราชดำริ อีกสำนวน
ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 1 ก.พ.61 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดียิง M 79 ใส่ กปปส.แจ้งวัฒนะ หมายเลขดำ อ.3988/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชัชวาลหรือชัช ปราบบำรุง อายุ 49 ปี , นายทวีชัย หรือชัย วิชาคำ อายุ 43 ปี ,นายสุนทร หรือป๋าทร ผิผ่วนนอก อายุ 53 ปี และนายสมศรีหรือเยอะ มาฤทธิ์ อายุ 44 ปี จำเลย ที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ พยายามก่อให้เกิดระเบิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221,288,289 ประกอบมาตรา 32,33,80,81 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490 , พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530
ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.59 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ.57 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสี่กับพวกหลายคนที่หลบหนีและยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนขนาด 40 ม.ม. หรือ ระเบิด M 79 จำนวน 1 กระบอก และลูกระเบิดยิงชนิดสังหาร (เอชอี ) ขนาด 40 ม.ม.อีกจำนวนหลายลูก และอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 ม.ม. ไม่มีเครื่องหมายนายทะเบียนอีก 2 กระบอก กับกระสุนปืนขนาด 9 ม.ม. ไม่ทราบจำนวน มีไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันนำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนดังกล่าวไปตามถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า และถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ซึ่งการกระทำนั้นจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ไตร่ตรองไว้ก่อน โดยตระเตรียมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่เป็นยุทธภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อไปใช้ในการกระทำผิดที่มีการวางแผนล่วงหน้า ซึ่งมีการร่วมกันใช้อาวุธปืน M 79 เล็งและยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เรียกตัวเองว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือ กปปส. ซึ่งกำลังชุมนุมอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ ศูนย์ราชการ จนกระทั่งทำให้เกิดระเบิด โดยสะเก็ดระเบิดได้ทำให้ นายสุวรรณ์ แก้วพุฒ ได้รับบาดเจ็บที่ ขา-สะโพก-ซี่โครงด้านขวาและต้นคอ และถูกที่ขาซ้ายกับไหล่ขวา ของนายณัฎฐวิช พูนวศินมงคล หรือ อาคม แซ่เตียว ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุมกับ กปปส.แล้ว เมื่อวันที่ 10 มี.ค.57 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสี่กับพวกที่หลบหนียังร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนยิงใส่ประชาชนทั่วไปที่อยู่หรือผ่านบริเวณห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขา แจ้งวัฒนะ จากนั้นวันที่ 10 เม.ย.57 จำเลยที่ 1-2 กับพวกหลายคนที่หลบหนีก็ยังร่วมกันใช้อาวุธปืนนั้น ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่ชุมนุมบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ ใกล้กับศูนย์ราชการอีก 2 ลูก ทำให้นายยุทธนนท์ สงทอง ผู้ร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิดที่ต้นขาและหน้าท้อง
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 6 นาย แล้วเห็นว่า พยานได้เล่าเหตุการณ์เป็นลำดับเชื่อมโยงกัน แต่พยานทั้งหมดนั้นเป็นเพียงพยานบอกเล่าภายหลังเกิดเหตุการณ์ทั้ง 3 ครั้งเท่านั้น ไม่ได้รู้เห็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นโดยตรง
ส่วนพยานปากผู้เสียหายทั้งสาม ที่มาเบิกความ แม้จะเป็นประจักษ์พยานอยู่ในที่เกิดเหตุแต่ก็เบิกความเหมือนกันว่าไม่เห็นคนร้ายและไม่ทราบว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด
นอกจากนี้คำเบิกความของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ประกอบบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งแผนที่และภาพถ่าย แสดงสถานที่เกิดเหตุเกี่ยวกับจุดที่สันนิษฐานว่าคนร้ายใช้ยิงลูกระเบิดชนิด M 79 ในวันที่ 8 ก.พ.57 ว่าเป็นบริเวณในซอยแจ้งวัฒนะ 12 ที่ห่างจากห้องน้ำชั่วคราวของ กลุ่ม กปปส.ประมาณ 400 เมตรนั้น ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่โล่งแจ้ง ประชาชนทั่วไปสามารถสัญจรผ่านได้ และยังมีจุดตรวจย่อยของทหารซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 250 เมตร ขณะที่จุดสันนิษฐานคนร้ายใช้ยิงลูกระเบิดชนิด M 79 เมื่อวันที่ 10 มี.ค.57ว่าเป็นถนนเลียบคลองประปา นั้นก็ได้ความจากการซักค้านของทนายจำเลยว่า มีจุดตรวจร่วมทหารตำรวจ อยู่ห่าง 200-300 เมตร ส่วนจุดเกิดเหตุวันที่ 10 เม.ย.57 ว่าเป็นบริเวณจุดกลับรถ หน้าบริษัทไปรษณีย์ไทยฯ ใกล้แยกหลักสี่นั้นได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า การระบุจุดที่สันนิษฐานว่าคนร้ายใช้ก่อเหตุเป็นการเขียนขึ้นภายหลัง นอกจากนี้ยังได้ความว่าช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. มีการตั้งล้อยางรถยนต์กั้นบริเวณแยกหลักสี่ มุ่งหน้าถนนแจ้งวัฒนะ ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไป หากบุคคลใดรวมถึงเจ้าพนักงานจะเข้าไปบริเวณดังกล่าว จะต้องได้อนุญาตจากการ์ดผู้ชุมนุม กปปส.
พยานทั้งหมดของโจทก์จึงเป็นเพียงคาดเดา และเป็นข้อสันนิษฐานของพนักงานสอบสวนกับผู้เกี่ยวข้องโดยไม่มีพยานหลักฐานใดบ่งเฉพาะยืนยันว่าเป็นการยิงจากจุดดังกล่าว ซึ่งหากยิงลูกระเบิด ชนิด M 79 จากจุดสันนิษฐานที่มีทหารที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธอยู่เป็นประจำ ถ้ามีเสียงดังจากลูกระเบิดก็ย่อมสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทันท่วงที อีกทั้งยังผิดวิสัยของคนร้ายด้วยว่าส่วนใหญ่จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นล่วงรู้ ประกอบกับคดีนี้ก็ไม่ปรากฏว่าพบเครื่องยิงระเบิด ชนิด M 79 ที่ใช้ก่อเหตุทั้ง 3 ครั้ง เพื่อจะนำมาตรวจสอบหาลายนิ้วมือแฝง คงมีเพียงผลตรวจพิสูจน์เศษสะเก็ดระเบิดที่เกิดขึ้นทั้ง 3 ครั้งเท่านั้น และยังไม่ปรากฏว่าพบอาวุธที่ใช้ในกระทำความผิดในบ้านของจำเลยตามที่ตำรวจเคยเบิกความ ส่วนการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ในเส้นทางตามที่โจทก์อ้างว่าคนร้ายใช้เส้นทางหลบหนี ก็ไม่ปรากฏภาพของจำเลยทั้งสี่ใช้เส้นทางดังกล่าว ตามที่พยานโจทก์อ้าง
เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นตัวผู้กระทำความผิดมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสี่เป็นคนร้ายอีกทั้งจำเลยก็ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสี่เป็นคนร้ายที่ร่วมกันใช้เครื่องระเบิดชนิด M 79 ในคดีนี้ จึงพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบเศษสะเก็ดวัตถุระเบิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยทั้งสี่แม้ศาลจะยกฟ้องคดีนี้ แต่ทั้งสี่ก็ถูกศาลฎีกา พิพากษาเมื่อวันที่ 22 ส.ค.60 ในคดีหมายเลขดำ อ.3734/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง โดยศาลฎีกาให้ประหารชีวิตและลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต จากเหตุการณ์ระเบิดใส่ กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่เวทีบิ๊กซี ราชดำริ ปี 2557 อีกด้วย
อย่างไรก็ดี สำหรับเหตุการณ์ยิง M79 ใส่ผู้ชุมนุม กปปส.นั้น ยังมีอีกสำนวนคดีหมายเลขดำ อ.3820/2557 ที่นายณรงค์ศักดิ์ หรือตุ้ย พลายอร่าม อายุ 32 ปี อดีตการ์ดแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยิง M 79 ใส่ กปปส. หน้าตึกชินฯ เมื่อวันที่ 7 มี.ค.57 ศาลฎีกา จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุก "นายณรงค์ศักดิ์" จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 35 ปี 4 เดือน