อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันสังคมไทยยังมีปัญหาการเลือกปฏิบัติจากปัญหาเพศสภาพในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การแสดงความคิด หรือแม่้แต่การแสดงออกต่อเพศตรงข้าม กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พม.จึงผลักดัน พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งแต่ปี 2558 เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ และเป็นทางเลือกในการคุ้มครองและป้องกันสิทธิให้กับผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ ห้ามแบ่งแยก ห้ามกีดกัน ห้ามจำกัดสิทธิประโยชน์ ห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุแห่งเพศ นอกจากนี้ ยังให้การคุ้มครองบุคคลทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศชาย เพศหญิง และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งกฎหมายมีบทลงโทษผู็ที่ทำผิดมีตั้งแต่จำคุกไม่เกิน1 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังมีการชดเชยเยียวยาเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อยากให้คนไทยมีความตระหนักในเรื่องของสิทธิความเท่าเทียมระหว่างเพศ โดยเฉพาะหากพบว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้ยื่นคำร้องที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว หรือที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว 8 แห่ง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ลำพูน ลำปาง ขอนแก่น ศรีสะเกษ นนทบุรี ชลบุรี และสงขลา หรือจะยื่นทางไปรษณีก็ได้เช่นกัน