ความคืบหน้าประเด็นเจาะลึกของ "ล่าความจริง" ที่ได้เปิดเอาไว้เป็นสื่อแรกเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน คือกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.เข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานวิจัยของกองทัพหน่วยหนึ่ง มีการจัดซื้อพัสดุและครุภัณฑ์เพื่อนำไปใช้ในโครงการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่เมื่อ สตง.เข้าไปขอรายละเอียด กลับไม่พบของที่จัดซื้อ จนต้องเรียกหลักฐานเพิ่มจากนายทหารยศพันเอกที่เป็นหัวหน้าโครงการ แม้ล่าสุดเรื่องนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้ออกมาแถลงยืนยันแล้วว่า ครุภัณฑ์อยู่ครบ ไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นข้อจำกัดของหน่วยที่ไม่มีคลังเก็บครุภัณฑ์ ทำให้กำลังพลต้องนำของกลับไปไว้ที่บ้าน แต่ก็ยังมีประเด็นสำคัญที่เป็นความไม่ชอบมาพากลเพิ่มเติม และทางกองทัพยังไม่ได้ตอบ ก็คือ บริษัทเอกชนที่ขายครุภัณฑ์บางส่วนในโครงการนี้ กรรมการบริษัทมีชื่อเดียวกับนายทหารยศพันเอกที่เป็นหัวหน้าโครงการข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ "ล่าความจริง" นำมาเปิดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นข้อมูลของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ ขนาดจอ 21.5 นิ้ว และเครื่องโปรเซสเซอร์ (หมายถึงเครื่องประมวลผล) ให้กับหน่วยวิจัยของกองทัพ สำหรับใช้ในโครงการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเฉลิมพระเกียรติฯ โดยบริษัทเอกชนแห่งนี้ กรรมการบริษัทมีชื่อเดียวกับหัวหน้าโครงการ ซึ่งเป็นนายทหารยศ "พันเอก" สังกัดหน่วยวิจัยของกองทัพที่ทำโครงการ
จากข้อมูลนี้ทำให้เกิดคำถามว่า การจัดซื้อครุภัณฑ์ของหน่วยงานราชการ จากบริษัทเอกชนที่มีกรรมการเป็นข้าราชการในหน่วยนั้นเอง เข้าข่าย "ผลประโยชน์ทับซ้อน" หรือไม่จากการตรวจสอบเพิ่มเติมของ "ล่าความจริง" พบว่า นายทหารที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทเอกชนคนนี้ ยังรับผิดชอบเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยของหน่วยวิจัยกองทัพอีกถึง 4 โครงการ มูลค่าแต่ละโครงการอยู่ระหว่าง 2 ล้านถึง 8 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 22 ล้านบาท ปรากฏว่าแต่ละโครงการมีการจัดซื้อครุภัณฑ์จากบริษัทเอกชน 2 บริษัทซึ่งนายทหารยศพันเอกผู้นี้มีชื่อเป็นกรรมการ (พูดง่ายๆ คือเป็นหัวหน้าโครงการเอง แล้วก็ให้ซื้อของจากบริษัทตัวเอง)หลังจาก "ล่าความจริง" เสนอข่าวไป ปรากฏว่าทางกองทัพได้ตั้งกรรมการตรวจสอบภายในขึ้นมา และได้ข้อมูลว่า บริษัทของนายทหารยศพันเอกผู้นี้ มีภรรยาเป็นประธานกรรมการบริษัท ส่วนตัวของ "นายทหารยศพันเอก" ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการเรียบร้อยแล้ว
เอกสารของกรมบัญชีกลางที่ล่าความจริงเพิ่งได้รับมา ปรากฏว่าชื่อกรรมการบริษัทที่ขายครุภัณฑ์ให้กับหน่วยวิจัยกองทัพ ไม่มีชื่อนายทหารยศพันเอกแล้ว (ทั้งๆ ที่เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังมีชื่ออยู่เลย) แต่คุณผู้ชมลองสังเกตดีๆ ว่า หลังชื่อผู้หญิงที่เป็นกรรมการ ยังมีเครื่องหมาย "สแลช" ค้างอยู่ แสดงว่าต้องมีกรรมการอีกคนหนึ่ง แต่อาจเพิ่งลาออกไปแบบสดๆ ร้อนๆ
สำหรับสาเหตุที่นายทหารยศพันเอก ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย จัดซื้อครุภัณฑ์จากบริษัทของภรรยาตัวเองนั้น มีการชี้แจงต่อกรรมการตรวจสอบภายในของกองทัพว่า เนื่องจากสามารถซื้อได้ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ประหยัดงบประมาณไปราว 1 หมื่นบาทก็ต้องรอดูว่า คณะกรรมการตรวจสอบของกองทัพจะให้น้ำหนักกับคำชี้แจงแบบนี้หรือไม่ ขายของให้ราชการในราคาถูกกว่าท้องตลาด ข้าราชการก็เลยไปเปิดบริษัทเองได้เหรอ อย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่า ต้องรอดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือในหน่วยวิจัยของกองทัพ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนกันเองเหมือนกัน แต่ประเด็นสอบสวนคือมุ่งหาตัวคนทำเอกสารหลุด ไม่ใช่สอบว่ามีทุจริตหรือเปล่านะ แต่สอบหาว่าใครแอบนำเอกสารไปส่งให้สื่อ แบบนี้ก็มีด้วย