เนชั่นทีวี

ข่าว

สรุป "น้องเมย" ถูกซ่อมจริง แต่ไม่ใช่สาเหตุการตาย!

15 ธ.ค. 2560 | wanchat

สรุป "น้องเมย" ถูกซ่อมจริง แต่ไม่ใช่สาเหตุการตาย!

แถลงออกมาแล้ว สำหรับผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของ "น้องเมย" หรือนักเรียนเตรียมทหาร ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ ซึ่งดำเนินการโดยคณะกรรมการที่ "กองทัพไทย" แต่งตั้งขึ้น และมี พลอากาศเอก ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร เป็นประธาน บทสรุปก็เป็นอย่างที่ทราบๆ กันอยู่แล้วคือ น้องเมยเสียชีวิตด้วยสาเหตุ "หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน" โดยมีการให้ข้อมูลโยงไปถึงความผิดปกติของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ และ "โรคมือจีบ" พร้อมยืนยันว่าการเสียชีวิตของน้องเมยไม่ได้มาจากการ "ถูกซ่อม" หรือ "ธำรงวินัย" อย่างแน่นอน แม้จะสอบสวนพบว่า 2 วันก่อนหน้าเสียชีวิต น้องเมยถูก "ซ่อม" และ "ลงโทษ" อย่างหนักหลายครั้งก็ตาม

รายละเอียดของผลการสอบสวน ล่าความจริงนำมาสรุปให้เข้าใจง่ายๆ โดยแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ที่มาของผู้ให้ข้อมูล / ส่วนที่ 2 รายละเอียดการใช้ชีวิตแต่ละวันของน้องเมย จนนำมาสู่ผลสรุปสาเหตุการเสียชีวิต และส่วนที่ 3 เรื่องการ "ธำรงวินัย" มีข้อบกพร่องหรือไม่ อย่างไร

เริ่มจากส่วนที่ 1 ก่อน พลอากาศเอกชวรัตน์ มารุ่งเรือง ในฐานประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้เปิดแถลงข่าวผลการสอบสวน ร่วมกับกรรมการอีกหลายคน โดยบอกว่า ได้ค้นหาข้อมูลอย่างรอบด้าน และเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลจำนวนทั้งหมด 42 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม (ดูตามกราฟฟิกที่ขึ้นหน้าจอ) คือ กลุ่มนักเรียนเตรียมทหารทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่ รวม 22 คน กลุ่มแพทย์ ทั้งแพทย์ในโรงเรียนเตรียมทหาร โรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รวมทั้งแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กลุ่มนายทหารปกครองและครู และกลุ่มเจ้าหน้าที่ เช่น พลขับรถพยาบาล นี่คือการแถลงในส่วนแรกที่ พลอากาศเอกชวรัตน์ ยืนยันว่า ครบถ้วน รอบด้านทุกฝ่าย

ส่วนที่ 2 เป็นรายละเอียดการใช้ชีวิตในแต่ละวันของน้องเมย เริ่มจากวันที่ 10 ตุลาคม จนถึงวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่เสียชีวิต

วันที่ 10 ตุลาคม น้องเมยตกบันได 8 ขั้น จากการลื่นเสียหลักเอง ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ และเชื่อว่าเป็นสาเหตุของการพบรอยฟกช้ำตามร่างกายน้องเมย หลังตกบันได เพื่อนๆ และครูได้นำตัวส่งกองแพทย์ในโรงเรียน ตรวจภายนอกไม่พบบาดแผล จากนั้นนำส่งโรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มีการเอกซเรย์ ก็ไม่พบบาดแผลทั้งภายนอกและภายใน

วันที่ 12 ตุลาคม น้องเมยกลับบ้าน ผู้ปกครองนำตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเอกชน ไม่พบสิ่งผิดปกติ

วันที่ 15 ตุลาคม น้องเมยกลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร และถูกปรับปรุงวินัยด้วยการ "ธำรงวินัย" (ภาษาชาวบ้านเรียก "ซ่อม") โดยเป็นการธำรงวินัยหมู่ นำนักเรียนไปออกกำลังกายในห้องซาวน่า ขนาด 8 คูณ 8 เมตร สาเหตุที่ไปออกกำลังในห้องซาวน่า ก็เพื่อให้นักเรียนรู้สึกร้อนอบอ้าวกว่าปกติ ระหว่างนั้น น้องเมยกับเพื่อนอีก 2 คนมีอาการป่วย นักเรียนบังคับบัญชา (หรือที่เรียกว่า คอมแมนด์) จึงแยกตัวออกมา และสั่งยึดพื้น คือ ยันแขนไว้กับพื้น เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง

วันที่ 16 ตุลาคม น้องเมยถูกซ่อม เพราะนักเรียนเดินแถวไปรับประทานอาหารไม่เรียบร้อย เป็นการ "ซ่อมหมู่" วิ่งรอบโรงอาหาร จากนั้นจับคนวิ่งช้า 2 คน หนึ่งในนั้นคือน้องเมย จึงสั่งกระโดดกบ 20 เมตร และให้กลับไปเข้าแถว เพื่อให้ขอบคุณ แต่น้องเมยไม่ขอบคุณ ซ้ำยังแสดงความไม่พอใจ นักเรียนบังคับบัญชาจึงนำตัวไปสั่งพุ่งหลัง 1-2 นาที จนฟุบไป และมีอาการ "มือจีบ" หรืออาการที่เรียกว่า "ไฮเปอร์เวนติเลชั่น" (หมายถึงอาการเกร็ง ชา หายใจถี่ เกิดจากความเครียด ซึ่งกลุ่มอาการนี้ เดี๋ยวล่าความจริงมีข้อมูลเชิงลึกเล่าให้ฟัง) เมื่อพบว่าน้องเมยมีอาการ "มือจีบ" จึงเรียกรถพยาบาลรับตัวไปรักษา

พลอากาศเอก ชวรัตน์ ชี้แจงในประเด็นนี้่ว่า การขอบคุณเมื่อสั่งยุติการลงโทษ เป็นประเพณีปฏิบัติ ฉะนั้นการลงโทษเมื่อไม่ขอบคุณ จึงเป็นเรื่องที่ปกติ ส่วนท่าลงโทษ "พุ่งหลัง" เป็นท่าลงโทษที่อนุญาตให้ใช้ได้ คณะกรรมการฯเห็นว่า ระยะเวลาที่ลงโทษในวันที่ 16 ตุลาคม กับการยึดพื้นที่แยกออกจากห้องซาวน่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ไม่น่าจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการต่อเนื่องทำให้เสียชีวิต
จากนั้นคณะกรรมการฯได้แถลงข้อมูลของวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่น้องเมยเสียชีวิต / โดยแจกแจงไทม์ไลน์เป็นรายชั่วโมง สรุปว่าไม่มีใครซ่อม หรือลงโทษน้องเมยในวันนั้น เพราะพักอยู่ที่กองแพทย์ตลอดเวลา และยังมีอาการ "มือจีบ" หรือ "ไฮเปอร์เวนติเลชั่น" ซึ่งเพื่อนนักเรียนปี 1 ทราบอาการเป็นอย่างดี จากนั้นน้องเมยก็รักษาตัวอยู่ที่กองแพทย์ มีการใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรหาทางบ้าน ช่วงบ่ายเริ่มมีการใช้มือขวากุมหน้าอกซ้าย ปรับทุกข์กับเพื่อน และเกิดอาการ "มือจีบ" รุนแรงอีกรอบ จนต้องนำส่งโรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ช่วงเวลาประมาณ 16.24 น.

เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ได้รักษาด้วยการทำ CPR หรือ "ปฏิบัติการฟื้นคืนชีพ" (พูดง่ายๆ คือปั๊มหัวใจ) แพทย์ได้โทรศัพท์หาผู้ปกครอง ซึ่งก็ได้รับการร้องขอให้ทำ CPR ต่อเนื่อง ใช้เวลารวม 4 ชั่วโมง กระทั่งเวลา 20.20 น. จึงยุติ และลงความเห็นว่าน้องเมยเสียชีวิต จากนั้นนำส่งศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการตายที่แท้จริง

จากการสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่ปรากฏว่าตลอดทั้งวันของวันที่ 17 ตุลาคม นักเรียนเตรียมทหารภัคพงศ์ไม่ได้ถูกผู้หนึ่งผู้ใดสั่งลงโทษหรือถูกทำร้ายร่างกาย โดยพยานได้ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าตลอดทั้งวันยกเว้นช่วงที่เป็นลมในบริเวณทางขึ้นกองแพทย์โดยเฉพาะในช่วงบ่ายของวันดังกล่าวนักเรียนเตรียมทหารภัคพงศ์สามารถพูดเดินตามปกติเว้นแต่มีอาการเครียดสูงภายหลังจากมีการโทรศัพท์พูดคุยกับผู้ปกครองและได้หมดสติไปเองต่อหน้าพยาน ล้วนเป็นนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 รุ่นเดียวกันจึงเชื่อได้ว่าในวันดังกล่าวไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดลงโทษ หรือทำร้ายร่างกายนักเรียนเตรียมทหารภคพงศ์ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

นี่คือบทสรุปของคณะกรรมการสอบสวนฯ โดย พลอากาศเอกชวรัตน์ ยังย้ำด้วยว่า การเสียชีวิตของน้องเมย ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดสั่งลงโทษหรือทำร้าย และจากการตรวจของสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า สรุปภาพรวมได้ว่า ไม่พบร่องรอยการพกช้ำภายนอก / ส่วนกรณีชายโครงด้านขวาซี่ที่ 4 หักนั้น แพทย์ไม่ได้ตัดประเด็นการทำ CPR ทิ้งไป เพราะต้องใช้แรงกดกึ่งกระแทก นานถึง 4 ชั่วโมง และพบเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนมีขนาดผิดปกติ ซึ่งจะไม่พบในคนอายุประมาณ 18 ปี จึงสรุปสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

บทสรุปในส่วนที่ 2 ล่าความจริงขมวดประเด็นให้เข้าใจง่ายๆ แบบนี้

1.การธำรงวินัย วันที่ 15 ตุลาคม และถูกลงโทษวันที่ 16 ตุลาคม ไม่เป็นเหตุให้เสียชีวิต
2.ซี่โครงหักซี่ที่ 4 อาจเพราะการทำ CPR
3.สาเหตุการตายเพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
4.พบเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนโตผิดปกติ

การแถลงผลการสอบสวนในส่วนที่ 3 เป็นเรื่องหลักสูตรของโรงเรียนเตรียมทหาร และการธำรงวินัย โดยยืนยันว่า ระบบการธำรงวินัยของโรงเรียนยังดีอยู่ แต่มีข้อผิดพลาดหรือปัญหาเกิดจากตัวบุคคล ซึ่งได้สั่งลงโทษไปหมดแล้ว

อย่างเช่นกรณีวันที่ 15 ระเบียบได้กำหนดเอาไว้ว่าห้ามแต่มีการฝ่าฝืนและเมื่อมีการฝ่าฝืน ทางโรงเรียนเตรียมทหารไม่ได้ละเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ตรวจสอบว่า มีการตัดคะแนนความประพฤติของนักเรียนผู้บังคับบัญชา ที่ดำเนินการไปทั้งหมด จำนวน 4 คน และปลด ออกจากการเป็นนักเรียนผู้บังคับบัญชา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เสื่อมเกียรติ ถือเป็นการลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ส่วนท่าปักหัวนั้น ไม่มีในระบบ และถูกห้ามนำมาธำรงวินัย แต่ก็ยังมีการฝ่าฝืน

กรณีวันที่ 15 ที่ พลอากาศเอกชวรัตน์ พูดถึงนั้น ก็คือการสั่งให้ออกกำลังกายในห้องซาวน่า ซึ่งมีระเบียบห้ามเอาไว้ แต่ก็ยังทำ จนนำมาสู่การสั่งลงโทษนักเรียนบังคับบัญชา / แต่คณะกรรมการฯก็ยังเชื่อว่า การธำรงวินัยผิดระเบียบนี้ ก็ยังไม่ใช่สาเหตุการตายอยู่ดี

ประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ ยังบอกทิ้งท้ายว่า ต่อไปอาจจะมีการปรับปรุงในเรื่องของความเข้มงวดในการรับเด็กเข้ามาศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร พร้อมเพ่งเล็งไปยัง "โรค" ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยการเฝ้าระวังป้องกันให้มากขึ้น การตรวจคัดกรองจะต้องมีมาตรฐานที่สูงขึ้น การตรวจรักษาหลังจากเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ต้องกำหนดให้มีระยะเวลาที่เหมาะสม


นี่คือรายละเอียดการแถลงผลการสอบสวนทั้งหมด ซึ่งคำกล่าวทิ้งท้ายของ พลอากาศเอกชวรัตน์ เรื่องการเพิ่มความเข้มงวดในการรับนักเรียนที่อาจป่วยบางโรคที่ไม่ปรากฏอาการ / พูดแบบนี้โดยนัยย่อมหมายถึงการสรุปกลายๆ ว่า น้องเมยเสียชีวิตเพราะปัญหาสุขภาพของตนเอง / ซึ่งก็ต้องรอดูปฏิกิริยาจากทางครอบครัวน้องเมยว่าจะออกมาอย่างไร / เพราะทางคณะกรรมการสอบสวนฯ จะเชิญครอบครัวมารับฟังผลสอบในวันที่ 18 ธันวาคมนี้

ข่าวล่าสุด