ศาลจังหวัดนครพนม ได้อ่านคำสั่งศาลฎีกา มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอรื้อฟื้นคดีของครูจอมทรัพย์ สาเหตุที่ ศาลฎีกาได้ยกคำร้องการรื้อฟื้นคดีของครูจอมทรัพย์มีอยู่ 2 ประเด็นที่น่าสนใจก็คือประเด็นแรกศาลฎีกาบอกว่าพยานหลักฐานที่ครูจอมทรัพย์ได้นำสืบในช่วงวันที่ 8 ถึง 10 กุมภาพันธ์ 2560 ในช่วงของการรื้อฟื้นคดี ทั้งพยานบุคคล และหลักฐานตรวจสอบรถยนต์ทะเบียนบค 56 สกลนคร เป็นพยานหลักฐานเดิม
แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางฝ่ายผู้ร้องขอยื่นรื้อฟื้นคดีนั้นจะมีการอ้างถึงนายสับ วาปี ว่าเป็นผู้ขับรถชนคนตายตัวจริง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับรื้อฟื้นคดีในครั้งนี้แต่ฝ่ายผู้ร้องก็คือฝ่ายครูจอมทรัพย์ กลับไม่ได้นำตัวนายสับ วาปี ขึ้นเบิกความในชั้นศาล
ส่วนคำให้การสารภาพของนายสับ วาปี ในชั้นสอบสวนที่อ้างว่าขับรถไปซื้อไม้ยูคาลิปตัสมาขายในเวลา 2 ทุ่มก่อนเกิดเหตุนั้นไม่น่าเชื่อถือ ผิดปกติวิสัยที่จะขับรถไปซื้อไม้เวลากลางคืน การที่ฝ่ายผู้ร้องไม่นำนายสับ วาปี ขึ้นเบิกความในชั้นศาลน่าจะเป็นการเจตนาหลบเลี่ยงการถูกซักค้านจากฝ่ายอัยการ
ขณะที่พยานบุคคลอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์โดยเฉพาะนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ที่ให้การในชั้นสอบสวนและในการพิจารณาคดี นั้นมีลักษณะที่ไม่น่าเชื่อถือให้การวกไปวนมาและไม่เหมือนเดิมทั้ง 3 ครั้งในขณะที่พยานคนอื่นที่อ้างว่าเป็นผู้ที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาในวันที่เกิดเหตุ ก็ไม่ได้ให้การกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่ครั้งแรก แต่มาปรากฏตัวในภายหลัง จึงไม่มีความน่าเชื่อถือเช่นกัน ดังนั้นศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องในที่สุด
หลังสิ้นการพิจารณานางจอมทรัพย์เดินลงจากศาลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยบอกเพียงสั้นๆ ว่า ให้เชื่อในตัวครู แต่น้อมรับคำตัดสินทุกอย่าง ต่อไปนี้จะต้องอยู่ให้ได้ และยังคงเดินเรื่องขอกลับเข้ารับราชการครูต่อไปถึงแพ้ก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้สู้ถึงที่สุดแล้ว และขอให้เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม
ทางด้าน พันตำรวจเอก ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู ในฐานะหัวหน้าชุดคลี่คลายคดี กล่าวว่า ต้องรอประชุมร่วมกับผู้บังคับบัญชาว่าจะดำเนินคดีกับผู้ให้การเท็จจำนวนกี่คน แต่เท่าที่จำได้มีไม่ต่ำกว่า 9 คน