ร่างกฎหมายฉบับนี้จัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนผ่านเว็บไซต์ กำหนดเวลาวันสุดท้ายถึงวันนี้ หลักการสำคัญของกฎหมายก็คือ กำหนดให้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร ต้องนำส่งเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวนานเกิน 10 ปี ทั้งของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ให้กับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อบริหารจัดการแทนสถาบันการเงิน โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัย และไม่ให้มีผลกระทบต่อเงินต้นของบุคคลเจ้าของบัญชี เพราะที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายดูแลเงินฝากส่วนนี้ และไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ทำให้เจ้าของบัญชีที่หลงลืม หรือทายาทไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีเงินฝากค้างอยู่ในบัญชีบ้างหรือไม่
โดยบัญชีเงินฝากที่เข้าข่าย ได้แก่บัญชีออมทรัพย์ และบัญชีกระแสรายวัน ซึ่งไม่มีการเคลื่อนไหวฝาก ถอน หรือโอน เกินกว่า 10 ปี แต่ไม่รวมบัญชีเงินฝากประจำ
ขั้นตอนการนำส่งเงินฝากให้กรมบัญชีกลาง กำหนดให้สถาบันการเงินต้องติดต่อเจ้าของบัญชีเงินฝากล่วงหน้าก่อน แต่หากไม่สามารถติดต่อได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ให้สถาบันการเงินดำเนินการปิดบัญชี ก่อนนำส่งเงินให้กับกรมบัญชีกลาง
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า ปัจจุบันมีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหว ยอดเงินสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท
ทันทีที่ข่าวนี้เผยแพร่ออกไป ก็มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย ทำนองว่ารัฐบาลกำลังถังแตกหรือไม่ ถึงต้องออกกฎหมายดึงเงินฝากของประชาชนไปเป็นเงินคงคลัง และการกระทำแบบนี้เข้าข่าย "ปล้นเงินประชาชน" หรือเปล่า
จากเสียงวิจารณ์ดังกล่าว ทำให้ต่อมากระทรวงการคลังต้องออกมาชี้แจง สรุปก็คือ
1.ฐานะการคลังของรัฐบาลอยู่ในระดับเข้มแข็ง การออกกฎหมายนี้จึงไม่ใช่เพราะรัฐบาลถังแตก
2.ไม่ใช่การปล้นเงินประชาชน เพราะเจ้าของบัญชีหรือทายาท มีสิทธิ์ขอคืนได้ตลอดเวลา
3.จะมีการจัดทำข้อมูลออนไลน์ ให้ประชาชนสืบค้นเงินฝากที่ไม่มีความเคลื่อนไหว เพื่อให้เจ้าของบัญชีและทายาทขอเงินต้นคืนได้ตลอดเวลา ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีการทำข้อมูลแบบนี้
4.หลายประเทศมีกฎหมายลักษณะเดียวกันนี้ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศเหล่านั้นนำเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมาบริหารจัดการ เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้ในกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ และอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้เพื่อคืนประชาชนที่มาขอเรียกคืน
แม้จะมีคำชี้แจงจากกระทรวงการคลังออกมา แต่ก็ยังมีความเห็นแย้งจากผู้รู้อีกหลายคน อย่างเช่น อาจารย์ ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายการเงินการคลัง บอกว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของร่างกฎหมายนี้ คือ เมื่อกรมบัญชีกลางดึงเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวไปแล้ว หากเจ้าของบัญชีหรือทายาทมาขอรับคืน จะได้คืนแต่เงินต้น งดจ่ายดอกเบี้ย ตรงนี้ขัดกับหลักการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ระบุว่า เจ้าของทรัพย์มีสิทธิ์ได้รับดอกผลจากทรัพย์สินนั้น และมีสิทธิ์ขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของตนด้วยนอกจากนั้น กรมบัญชีกลางยังมีอำนาจตามกฎหมายเพียงแค่ดูแลเงินแผ่นดิน ไม่ใช่ไปบริหารจัดการเงินของเอกชน การออกกฎหมายเช่นนี้จึงละเมิดสิทธิ์ประชาชนมากเกินไป และยังเปิดรับฟังความคิดเห็นไม่กว้างขวาง คือเปิดรับฟังเฉพาะทางเว็บไซต์เพียงไม่กี่วัน ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญด้วย
นี่เป็นข้อมูลและข้อสังเกตจากทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายที่ผลักดันกฎหมาย และฝ่ายที่ออกมาคัดค้าน ที่ล่าความจริงรวบรวมมานำเสนอให้เห็นข้อมูลทั้งสองด้าน ท่านผู้ชมที่มีเงินฝากค้างบัญชีก็ลองพิจารณาดูค่ะว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์หรือละเมิดสิทธิ์ประชาชนมากเกินไป