สมุทรปราการ - ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจสมุทรปราการจับกุมผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เครือข่ายค้ามนุษย์

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม 2560 ที่ห้องประชุมชั้น 5 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาการแทน รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงษ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจ สภ.บางเเก้ว ได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัว 3 ผู้ต้องหา แก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติ ประกอบด้วย นายเฟิย หลง เชา สัญชาติไต้หวัน ในข้อหา ร่วมกันค้ามนุษย์ ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นเป็นเหตุทำให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ นายคี เหวิย เหลียง สัญชาติมาเลเซีย ในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นายออง ซี ยอง สัญชาติมาเลเซีย ในข้อหา ร่วมกันค้ามนุษย์ ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นเป็นเหตุทำให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ
สำหรับในคดีนี้หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รับการประสานจากสถานทูตมาเลเซีย ว่ามีหญิงสาวชาวมาเลเซียถูกหลอกให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยและถูกนายจ้างทำร้ายร่างกายและถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวอยู่ภายในห้องพักชั้น 10 โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านถนนบางนาตราด หลักกิโลเมตรที่ 5 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 
ต่อมาเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2560 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาการแทน รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วย พ.ต.อ.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รองผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ ได้ร่วมกันนำกำลังตำรวจจากกองบังคับการตํารวจท่องเที่ยว 1 และตำรวจ สภ.บางแก้ว สมุทรปราการ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ทหาร เข้าให้การช่วยเหลือ น.ส.กู เวิน ชิง(Miss Khu Wen Ching) อายุ 19 ปี ชาวมาเลเซีย ซึ่งถูกกักขังอยู่ภายในห้องพักชั้น 10 อาคารแห่งหนึ่ง ย่านถนนบางนา-ตราด หลักกิโลเมตรที่ 5 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ผลการตรวจค้น พบชาวมาเลเซียชาย-หญิงอยู่ในห้อง รวม 8 คน และยังพบคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คและโทรศัพท์มือถือรวมทั้งแท๊ปเล็ต อีกจำนวนหลายเครื่อง และพบตัว น.ส.กู เวิน ชิง หญิงสาวที่ถูกทำร้ายตามตัวเขียวช้ำหลายแห่งโดยเฉพาะบริเวณต้นขาขวา ที่มีรอยช้ำขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงสอบถาม น.ส.กู เวิน ชิง ได้แจ้งว่าคนที่ทำร้ายร่างกายตนคือนาย เจ้า เฟยหลง (Mr. Zhao Fei Long) อายุ 29 ปี นายจ้างชาวไต้หวัน ซึ่งเป็นคนคุมระหว่างที่ทำงานในไทย 
น.ส.กู เวิน ชิง ผู้เสียหาย ได้เล่าว่า ก่อนหน้าที่ตนจะเดินทางมาเมืองไทยได้มีคนแนะนำให้มาทำงานด้านบริการลูกค้าที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นงานลูกค้าสัมพันธ์ โดยเข้ามาทำงาน 3 เดือน และเดินทางกลับ โดยได้ค่าจ้างประมาณ 5,500 เหรียญมาเลเซีย โดย เดินทางมาตั้งแต่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา แต่เมื่อมาทำงานกลับพบว่า งานที่นายจ้างให้ตนทำเป็นงานเป็นแก๊งค์หลวกลวง ตนจึงยังไม่กล้าทำอะไรมาก ส่วนที่ถูกทำร้ายเพราะว่าตนไม่สามารถทำงานหลอกลวงลูกค้าได้สำเร็จ จึงถูกนายจ้าง ใช้เหล็กแป๊บที่ใช้แขวนเสื้อผ้าในตู้เก็บเสื้อผ้าตีเข้าที่สะโพกและต้นขา ที่แขนทั้ง 2 ข้างและที่หลังมือ ก็ถูกปลายมีดแทง และใช้มีดจี้ที่ลำคอข่มขู่ โดยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา ตนก็ถูกนายจ้างทำร้ายด้วยการทุบตีอีก
จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ตนก็ถูกนายจ้างให้เหล็กแป๊บท่อนเดิมตีอีก ตนจึงขอร้องให้เพื่อนที่มาทำงานด้วยกัน ส่งข้อความไปข้อความช่วยเหลือจากญาติของตนที่มาเลเซีย จนกระทั่งญาติของตนได้ไปขอความช่วยเหลือจากสถานทูต ให้ช่วยประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศไทยเข้าไปช่วยเหลือตน โดยเพื่อนตนได้แจ้งรายละเอียดที่อยู่อย่างละเอียด จนกระทั่งในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศไทยได้เข้ามาให้การช่วยเหลือดังกล่าว 
ด้านนายเจ้า เฟยหลง นายจ้างได้ ให้การรับสารภาพว่า ตนเองเป็นคน ใช้แท่งเหล็กที่ใช้แขวนเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า ตี น.ส.กู เวิน ชิง จริงเนื่องจากโมโหที่น.ส.กู เวิน ชิง ผู้เสียหายพูดคุยไม่รู้เรื่อง ส่วนตนเข้ามาที่ประเทศไทย เพื่อคุมชาวมาเลเซีย ทั้ง 7 คน ให้ทำงานด้วยการส่งข้อความทางเสียงผ่านอินเตอร์ไปยังคนมาเลเซีย เพื่อหลอกลวงให้โอนเงิน โดยให้กลุ่มคนเหล่านี้ส่งข้อความ ว่า เหยื่อเป็นหนี้บัตรเครดิต ให้ติดต่อกลับ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะส่งข้อมูลต่อให้กับผู้ร่วมแก๊งค์ที่มาเลเซีย ทำการหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า นายเจ้า เฟยหลง เดินทางเข้าไทยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม 2560 ตำรวจท่องะเที่ยวสามารถจับกุมตัวนาย ออง ชี ยอง ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิขณะเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย 
ส่วนพฤติกรรมของผู้ต้องหาทั้งหมดนั้นจากการสอบสวนทราบว่าเป็นลักษณ์เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร ใช้ระบบแปลงเป็นโทรศัพท์ของหน่วยงานราชการหรือของธนาคารโทรไปหลอกผู้เสียหายซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศมาเลเซียโดยแจ้งผู้เสียหายว่าบัญชีมีปัญหา หรือผู้เสียหายมีส่วนเข้าไปพัวพันธ์กับขบวนการยาเสพติด ซึ่งจะถูกตรวจสอบหรืออายัดบัญชีธนาคาร และหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีกลางที่ผู้ต้องหาเปิดไว้ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะถอนเงินออกไป ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าอยู่ระหว่างผู้เสียในประเทศมาเลเซียเพื่อให้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุทั้งหมด 
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาว่า ร่วมกันค้ามนุษย์ ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว สมุทรปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป