เนชั่นทีวี

ข่าว

ประกาศกฎหมายหน่วยกู้ชีพ มุ่งคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉิน ดันแพทย์ฉุกเฉินไทยเทียบสากล

19 ต.ค. 2560 | Ekkapon

ประกาศกฎหมายหน่วยกู้ชีพ มุ่งคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉิน ดันแพทย์ฉุกเฉินไทยเทียบสากล

ประธาน กพฉ. ยืนยัน ประกาศกฎหมายหน่วยกู้ชีพ มุ่งคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉิน ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินไทยไปมาตรฐานสากล ใช้ระบบแพทย์อำนวยการเป็นผู้ดูแล

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ การประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน  หรือ กพฉ. ประจำเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งมี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เป็นประธาน  ได้มีการพิจารณาวาระเกี่ยวกับการเสนอร่างประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่องหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ. 2560  
ซึ่งเนื้อหาของร่างประกาศฉบับนี้คือการกำหนดประเภท ระดับ อำนาจหน้าที่ ขอบเขตความรับผิดชอบ และข้อจำกัด รวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน หรือหน่วยกู้ชีพ
นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมกมารการแพทย์ฉุกเฉินต้องการที่จะยกระดับการกู้ชีพของประเทศให้มีมาตรฐาน ทั้งขอบขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการ ของมูลนิธิอาสา หรือของทางกระทรวงสาธารณสุขเอง โดยจะพัฒนาระบบการช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินโดยมีแพทย์เป็นผู้ดูแลให้คำปรึกษาผ่านระบบการติดต่อสื่อสาร 
ซึ่งก็คงจะค่อยเป็นค่อยไป พื้นที่ไหนพร้อมอาจจะเริ่มก่อน พื้นที่ไหนที่ยังขาดแคลนอยู่ เราก็ยังคำนึงถึงความสำคัญของกลุ่มที่เป็นพื้นฐานอยู่ ซึ่งตรงนี้คิดว่าคงจะต้องมาพูดคุย ทำความเข้าใจ และก็มาหาจุดที่เป็นรายละเอียดในบางพื้นที่ที่อาจจะต้องมีการปรับปรุง
"ประชาชนไม่ต้องตกใจว่า กู้ชีพกู้ภัยจะไม่สามารถทำงานต่อได้ คือยังทำได้เหมือนเดิมหมดทุกอย่าง แต่เราจะพัฒนาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วให้มีความรู้ในด้านนี้ดีขึ้น ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเค้าจะมีการวางระบบให้เกิดขึ้น ว่าถ้าถึงจุดที่วิกฤติจริงๆ สามารถจะติดต่อทางด้านออนไลน์ หรือว่าโทรศัพท์ติดต่อกับแพทย์ ซึ่งเราจะเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง ให้คำแนะนำกำกับในการเคลื่อนย้ายได้ แต่ไม่ใช่ห้ามไม่ให้เคลื่อนย้าย"

ประกาศกฎหมายหน่วยกู้ชีพ มุ่งคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉิน ดันแพทย์ฉุกเฉินไทยเทียบสากล


เพราะในบางพื้นที่ก็มีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็คือการยกระดับความปลอดภัยให้ประชาชนเพิ่มขึ้น และก็พัฒนาทั้งบุคลากรที่ทำงานอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ให้เพิ่มระบบที่จะมี สามารถที่จะปรึกษาแพทย์ที่มีความรู้ด้านนี้อย่างดีให้ช่วยกำกับได้เท่านั้นเอง
ทางด้าน ร.อ.นพ.อัจฉริยะ  แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้ประเทศไทยจะมีระบบการแพทย์ฉุกเฉิน มีการออกปฏิบัติการของหน่วยกู้ชีพ มากกว่า หนึ่งล้านห้าแสนครั้งต่อปี 
แต่ยังไม่มีการกำหนดประเภท ระดับ อำนาจหน้าที่ ขอบเขตความรับผิดชอบ และข้อจำกัด รวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการที่ชัดเจน รวมถึงการทำงานของบุคคลากรในส่วนที่ไม่ใช่แพทย์พยาบาล พบว่าไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือกรอบการทำงานแต่อย่างใด 
ซึ่งประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่องหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ. 2560 นี้จะเป็นส่วนสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน  พ.ศ. 2551  
สำหรับประเด็นที่มีการกังวลว่า เมื่อมีการกำหนดมาตรฐานของบุคคลากรด้านการกู้ชีพ แต่การผลิตบุคคลากรยังไม่เพียงพอนั้น เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า ในกลุ่มที่เป็นผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินนั้นมีอยู่หลายระดับ ถ้าเป็นระดับ แพทย์ พยาบาล จะมีแพทยสภา สภาการพยาบาล เป็นผู้ดูแล 
แต่ว่ากลุ่มหนึ่งที่เกิดขึ้นใหม่ก็คือ พาราเมดิก หรือ นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ ระดับปริญญาตรีกลุ่มนี้ปัจจุบันจะมีสถาบันการศึกษา 4 แห่ง ซึ่งยังน้อยอยู่ แต่ก็กำลังจะพัฒนา หรือเชิญชวนให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดการสอนเพิ่มเติม ส่วนในระดับเล็กลงมา คือ AEMT หรือ เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ซึ่งกระทรวงสาธารณเป็นผู้ผลิต
ต่อมาในระดับอบรม ระดับอบรมนี้ในปัจจุบันนี้ กลุ่มที่ในระดับ EMT หรือ พนักงานฉุกเฉินการแพทย์  ตอนนี้มีแหล่งฝึกอยู่ประมาณ 40 แห่ง และในระดับเล็กกว่านั้นก็คือระดับ EMR หรืออาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ จะมีการอบรม ในระดับ 40 ชั่วโมง ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 200 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งคิดว่าจำนวนคงจะไม่ใช่แค่ประเด็นเดียว แต่ว่าจะต้องไปดูเรื่องกลไล 
ซึ่งตอนนี้ทาง กพฉ. รับทราบว่าอาจจะมีข้อติดขัดบางอย่าง ซึ่งทาง สพฉ. เองก็รับทราบเรื่องนี้ และก็ยินดีที่จะรับไปในการที่จะไปปรับในเรื่องกลไก ว่าจะทำให้เกิดกระบวนการ เพิ่มจำนวนของหน่วยอบรมได้อย่างไร โดยให้มีคุณภาพไม่ใช่ว่าแค่เพิ่มแต่ปริมาณวันนี้กลไกตัวนี้อาจจะยังไม่ราบรื่นนัก แต่ว่าอย่างไรก็ตามเชื่อว่าเรื่องนี้จะดีขึ้น
"ในการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ของ กพฉ.นั้น คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ดี ประกาศที่ออกมาแม้จะเป็นในลักษณะของภาพรวมทั้งประเทศ แต่ในความเป็นจริงแต่ละพื้นที่ก็จะมีความแตกต่างกัน เช่นพื้นที่ในเมือง ต่างจังหวัด หรือแม้แต่พื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร การกำหนดรูปแบบของหน่วยปฏิบัติการ ก็คงจะมีการปรับให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นระบบการมีแพทย์อำนวยการ สพฉ. ก็จะพัฒนาในพื้นที่ที่มีความพร้อมก่อน เป็นพื้นที่นำร่อง แล้วจึงพัฒนาไปยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา"  เลขาธิการ สพฉ.กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน จะเชิญผู้เกี่ยวข้องในด้านหน่วยปฏิบัติการ ทั้งฝ่ายอาสามูลนิธิ และหน่วยงานของภาครัฐ รวมถึงภาคประชาชนมาหารืออีกครั้ง เพื่อให้ประกาศฉบับดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

ข่าวล่าสุด