วันนี้ (16 ตุลาคม 2560) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงนี้อากาศของไทยเปลี่ยนแปลงบ่อยและเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ง่าย
โดยเฉพาะ โรคมือ เท้า ปาก จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 9 ต.ค. 60 พบผู้ป่วยแล้ว 61,674 ราย เสียชีวิต 3 ราย ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน (ป่วย 68,667 ราย เสียชีวิต 2 ราย)
นอกจากนี้ รายงานจากโรงพยาบาล 25 แห่งที่เข้าร่วมโครงการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคมือ เท้า ปาก ในกลุ่มเด็กแรกเกิด - 5 ปี ของสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่ต้นปี 2560 ถึงปัจจุบันได้รับตัวอย่างผู้ป่วยทั้งหมด 823 ราย
ตรวจพบเชื้อเอนเทอโรไวรัส จำนวน 363 ตัวอย่าง คิดเป็น 44.11% ได้แก่ Enterovirus 71 (EV 71) (33.06%) โดยปกติจะพบเชื้อ EV71 ประมาณ 10-20% จากตัวอย่างเชื้อที่ส่งตรวจ ส่วนสายพันธุ์อื่นที่พบคือ Coxsackie virus A 16 (24.24%) Coxsackie virus A 6 (20.39%) Coxsackie virus A 10 (6.61%) Coxsackie virus A 4 (5.79%) Rhino virus A (3.03%) และ Enterovirus อื่นๆ (6.88%)
โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัสหลายชนิด แต่ชนิดที่รุนแรงมากและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์ทั่วไป คือ EV71 ซึ่งสามารถพบได้ ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ โดยโรคนี้พบได้มากในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ
การติดต่อเกิดจากการได้รับเชื้อทางปากโดยตรง เชื้อไวรัสจะติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากแผลตุ่มพองหรืออุจจาระของผู้ป่วย หรือติดต่อจากการไอ จาม รดกัน โรคนี้อาจมีอาการเล็กน้อย เช่น มีไข้ ผื่น ตุ่มน้ำใส หรือเม็ดแดงๆ ในปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น ให้พาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน
ซึ่งส่วนใหญ่จะหายได้เอง ใน 7-10 วัน แต่หากเด็กมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ ต้องรีบนำเด็กกลับมาพบแพทย์ทันที
นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า กรมควบคุมโรค ขอแนะนำพ่อแม่ ผู้ปกครอง หมั่นสังเกตอาการบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากมีอาการไข้ร่วมกับแผลในปาก โดยอาจมีหรือไม่มีตุ่มน้ำที่มือหรือเท้าก็ได้ บางรายอาจมีเฉพาะไข้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ และพักรักษาตัวจนกว่าจะหายเป็นปกติ
พร้อมแนะให้จัดอุปกรณ์หรือของใช้ส่วนตัวแก่เด็ก เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น และไม่ควรคลุกคลีกับคนอื่นๆในครอบครัวหรือชุมชน เพื่อชะลอการระบาดและการแพร่กระจายเชื้อ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร 1422