เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 4 ตุลาคม ภายหลังการประชุมชุดสืบสวนสอบสวน คดีปล้นคนร้ายปล้นเงินสด 196 ล้านเยน หรือ 60 ล้านบาท ของนายภัทริศ แต้รัตนชัย อายุ 34 ปี นักธุรกิจจิวเวอร์รี่ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร.เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบคนร้ายมีมากกว่า 1 คน เชื่อว่าเป็นคนในที่รู้พฤติกรรมและรู้จักเส้นทางหลบหนีเป็นอย่างดี ทางกองพิสูจน์หลักฐานได้เก็บลายนิ้วมือแฝง และ DNA รวมถึงพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ คาดว่าผลการตรวจจะออกมาเร็วๆ นี้ และจะนำไปประกอบกับพยานหลักฐานที่ชุดสืบสวนรวบรวมไว้
พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รักษาราชการแทน ผบช.น. เปิดเผยว่า ขณะนี้พอจะทราบตัวกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุแล้ว ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานขณะนี้คืบหน้าไปกว่าร้อยละ 80 คาดว่าภายในพรุ่งนี้จะสามารถออกหมายจับกลุ่มคนร้ายได้ ส่วนการสอบปากคำ ได้มีการสอบตัวบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ไปแล้ว 5 ปาก ทั้งผู้เสียหายและผู้บาดเจ็บ และเตรียมเชิญคู่ค้าทางธุรกิจในต่างประเทศ มาให้ปากคำเพิ่มเติม ส่วนการสอบปากคำลูกน้องและคนใกล้ชิด รวมทั้งผู้ที่เคยทำงานกับผู้เสียหายประมาณ 10 คน พลตำรวจโทชาญเทพ ระบุว่า จะเชิญมาสอบถามข้อมูลเร็วๆ นี้
สำหรับคดีดังกล่าวจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของการปล้นเงิน และการทำธุรกรรมของผู้เสียหาย ว่ามีการทำธุรกรรมถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่าเมื่อปี 2559 นายภัทริศ เคยถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟองเงิน (ป.ป.ง.) ถูกดำเนินคดีในความผิดไม่สำแดงเงินสดเข้าประเทศ หรือ ดีแคลร์ขณะที่ พล.ต.ท.ชาญเทพ ยืนยันว่าจะสามารถจับกุมตัวกลุ่มคนร้ายได้เร็วๆ นี้ เนื่องจากคดีนี้ไม่ซับซ้อน
ต่อมา เมื่อเวลา 21.00 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เดินขับรถยนต์ส่วนตัวมาเข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าวด้วยตนเอง พร้อมเรียกชุดสืบสวนสอบสวน ที่สน.พหลโยธิน ก่อนปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ เนื่องจากต้องเข้าไปประชุมรายละเอียดด้านในก่อน