เนชั่นทีวี

ข่าว

หนุ่มสาวเกาหลีเหนือขอเข้าร่วมสงคราม 4.7 ล้านคน หลัง คิมจองอึน ประกาศแข็งกร้าวต่อสหรัฐ

29 ก.ย. 2560 | te

หนุ่มสาวเกาหลีเหนือขอเข้าร่วมสงคราม 4.7 ล้านคน หลัง คิมจองอึน ประกาศแข็งกร้าวต่อสหรัฐ

หนุ่มสาวเกาหลีเหนือขอเข้าร่วมสงคราม 4.7 ล้านคน หลังจากที่คิมจองอึน ประกาศแข็งกร้าวต่อสหรัฐ ขณะสถาบันวิจัยของอังกฤษ ชี้สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีขณะนี้ ถือเป็นจุดที่อันตรายที่สุดที่ก่่อใหัเกิดความขัดแย้งทั่วโลก และมีโอกาสพัฒนาจนเกิดเป็นสงครามvทางด้านจีนสั่งเตรียมปิดบริษัทที่มีสัญชาติเกาหลีเหนือที่เข้าลงทุนและร่วมทุนในประเทศให้มีผลภายใน 120 วัน ตามมติคว่ำบาครของสหประชาชาติ

1. คนหนุ่มสาวชาวเกาหลีเหนือสมัครขอเข้าร่วมสงคราม 4.7 ล้านคน หลังจากที่ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ประกาศแข็งกร้าวที่สุดเมืี่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมาในการดำเนินการต่อสหรัฐให้ต้องจดจำเป็นครั้งประวัติศาสตร์
ขณะที่สถาบันวิจัยของ อังกฤษ ชี้สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีในขณะนี้ ถือเป็นจุดที่อันตรายที่สุดที่ก่่อใหัเกิดความขัดแย้งทั่วโลก และมีโอกาสพัฒนาจนเกิดเป็นสถานการณ์สงครามได้


เนื่องจากการที่ผู้นำเกาหลีเหนือและผู้นำสหรัฐได้ทำสงครามวิวาทะกันอย่างดุเดือด
หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด๋ ทรัมป์์ ได้ทวีตข้อความตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ก่อนที่ระบุว่า ผูันำเกาหลัเหนือ คิม จองอึน อาจจะอยู่ได้ไม่นาน และจะทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซากนั้น ทำให้เกาหลีเหนือมองว่า เป็นการประกาศสงครามของสหรัฐก่อน
ดังนั้น เกาหลีเหนือมีสิทธิตอบโต้และยิงเครื่องบินของกองทัพสหรัฐเช่นกัน ถึงแม้ว่า ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า สหรัฐไม่มีเจตนารมณ์ที่จะใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขปัญหาความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีก็ตาม

2. พลเอกโจเซฟ เอฟ ดันฟอร์ด ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐ กล่าวต่อคณะกรรมการวุฒิสภาสหรัฐว่า เกาหลีเหนือยังคงไม่มีท่าทีเปลี่ยนแปลงในแง่แสนยานุภาพทหาร แม้ว่าเกาหลีเหนือได้ใช้ถ้อยคำตอบโต้อย่างดุเดือดกับสหรัฐก็ตาม
แม้ว่าขณะนี้บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดถึงขั้นพร้อมจะจู่โจม แต่ขณะนี้ยังไม่พบการเคลื่อนไหวในการแสดงแสนยานุภาพทหารของเกาหลีเหนือ ซึ่งตัองจับตาติดตาอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอันใกล้ เกาหลีเหนือจะมีแสนยานุภาพมากเพียงพอที่จะยิงขีปนาวุธข้ามทวีปมายังแผ่นดินสหรัฐ
แต่ไม่ว่าจะเป็น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 18 เดือน ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาอันใกล้ ที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนที่เกาหลีเหนือจะมีแสนยานุภาพที่แข็งแกร่งมากขึ้น
นอกจากนี้ Rex Tillerson รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐมีกำหนดเยือนจีนในขณะนี้ไปจนถึงวันอาทิตย์ เพื่อการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ในเรืี่องวิกฤติคาบสมุทรเกาหลี และแนวทางกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
ทั้งนี้ กระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้ออกแถลงการณ์ชี้ถึงการเยือนจีนของ Rex Tillerson ครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

3. จีนสั่งให้บริษัทสัญชาติเกาหลีเหนือที่ดำเนินงานอยู่ในประเทศ ทั้งบริษัทที่เข้ามาลงทุนเอง หรือในรูปแบบของการร่วมทุน โดยขีดเส้นตายให้ปิดกิจการภายใน 120 วัน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เมื่อวันที่้ 11 ก.ย. ภายหลังจากที่เกาหลีเหนือได้ทดสอบทั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจต่อเสียงคัดค้านจากชาติต่างๆ
ทั้งนี้ คาดว่าการปิดกิจการของสัญชาติเกาหลีเหนือนี้ จะเริ่มต้นขึ้นในต้นเดือน ม.ค. 2018
โดยเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศจำกัดการส่งออกน้ำมันไปยังเกาหลีเหนือที่เพดาน 5 แสนยาร์เรลในช่วงตั้งแตี 1 ต.ค.-31ธ.ค. 2017 และราว 2 ล้านบาร์เรลต่อปีเริรมวันที่ 1 ม.ค. 2018 พร้อมระงับการนำเข้าสิ่งทอมาแล้ว


4. อย่างไรก็ตาม จีนได้เรียกร้องให้สหรัฐและเกาหลีเหนือยุติการเพิ่มความรุนแรงในการใช้ถ้อยคำตอบโต้กัน เนื่องจากที่ข้อความบนทวิตเตอร์ล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์ได้สร้างความไม่พอใจให้กับเกาหลีเหนืออย่างมาก

โดยเฉพาะกับคำขู่เกี่ยวกับสงครามที่ได้ยอนบ่อยมากเกินไปในช่วงนี้
โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน ยังระบุว่า จีนได้แต่คาดหวังว่า ผู้นำสหรัฐและผู้นำเกาหลีเหนือจะตระหนักว่ถึงมาตรการใช้ปฏิบัติการทางทหารไม่ใช่ทางเลือกในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลี โดยหวังว่าสหรัฐและเกาหลีเหนือจะเข้าใจว่าการใช้ถ้อยคำยั่วยุจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะสร้างความขัดแย้ง

เพราะจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะหากเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลี และสงครามจะนำความทุกข์ยากมาสู่ประเทศต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาค


5. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมการเยือนภูมิภาคเเอเชียในเดือน พ.ย.นี้ ถือเป็นการยกระดับและกระชับทั้งด้านความมั่นคงและทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้วางแผนที่จะเดินทางเยือนญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ซึ่งอาจจะรวมถึงเวียดนามและฟิลิปปินส์

และในการเดินทางของประธานาธิบดีทรัมป์ครั้งนีั้ นอกจากจะเข้าร่วมประชุมในระดับภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการเยือนเอเชียครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด