พล.อ.เจมส์ แมสทิส รมต.กลาโหมสหรัฐฯ เดินทางถึงสนามบินนานาชาติคาบุล เมื่อเวลา 07.30 น. ชตามเวลาท้องถิ่น พร้อมด้วยนายเจนส์ สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปเข้าพบประธานาธิบดีอัชราฟ กานี เพื่อหารือประเด็นความเป็นหุ้นส่วนระหว่างนาโตกับอัฟกานิสถาน
แม้กำหนดการเยือนจะถูกปิดลับ แต่แหล่งข่าวของตาลีบัน ยืนยันว่า ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวภายในกองกำลังด้านความมั่นคงอัฟกัน และสนามบินนานาชาติคาบุล และเครื่องบินของพลเอกแมททิส คือเป้าหมายของการโจมตี
ตาลีบันยิงกระสุนปืน ค.และจรวด SPG-9 มากถึง 29 ลูก โจมตีสนามบิน ทำให้ต้องอพยพคนในพื้นที่โดยรอบ เที่ยวบินทั้งขาเข้าและออกถูกระงับชั่วคราว กระทรวงมหาดไทยอัฟกัน ระบุว่า จรวดถูกยิงไปตกบริเวณค่ายทหารในสนามบิน และกองกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษอัฟกันได้เข้าปิดล้อมพื้นที่ ที่เชื่อว่าเป็นต้นทางของจรวด และสังหารคนร้ายได้ทั้งหมด ขณะที่พลเอกแมททิส ประนามว่า เป็นอาชญากรรมโดยฝีมือของผู้ก่อการร้าย และเป็นคำจำกัดความที่คลาสสิค ต่อสิ่งที่ตาลีบันเป็นอยู่ในเวลานี้
เป็นเวลา 16 ปี แล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรมโจมตีสหรัฐฯ เมื่อ 11 กันยายน 2544 ที่สหรัฐฯ เข้าไปติดหล่มสงคราม และกรุงคาบุลยังคงไม่ปลอดภัยจากตาลีบัน พลเอกโจ ดันฟอร์ด ประธานเสนาธิการทหารร่วม กล่าวว่า ถึงเวลาต้องเรียกร้องให้ปากีสถานยุติการให้ที่พักพิงแก่ตาลีบันเสียที
นับเป็นการเยือนอัฟกานิสถานครั้งแรกของรัฐมนตรีในรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งเพิ่งประกาศยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับอัฟกานิสถาน ด้วยการเพิ่มกำลังทหาร 3,500 นาย ไปสมทบกับที่มีอยู่แล้ว 11,000 นาย และจะสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะ ที่รวมถึงการเพิ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ และเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ชื่อว่า เป็นเดือนที่มีการทิ้งระเบิดถล่มตาลีบันและกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์กับไอเอสมากที่สุด นับตั้งแต่ปี 2555