ยังมีเสียงอื้ออึง ว่าวันนี้ หาก นางสาวนิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยหลบหนีคำพิพากษาคดีจำนำข้าว ไม่มาฟังคำพิพากษา หรือยังไม่ได้ตัวมาฟังคำพิพากษา ศาลอาจจะอ่านคำพิพากษาหรือไม่
ซึ่งในมุมมองของนักกฎหมาย ชี้ให้เห็น 2 แนวทาง ว่าศาลจะอ่านคำพิพากษา คือ
แนวทางแรก ศาลอ่านคำพิพากษาลับหลัง เนื่องจาก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติว่า กรณีที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่จำเลยไม่อยู่หรือไม่มาฟังคำพิพากษา ให้ศาลเลื่อนการอ่านไปและออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา เมื่อได้ออกหมายจับแล้ว ไม่ได้ตัวจำเลยมาภายใน 1 เดือน นับแต่วันออกหมายจับ ให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่า จำเลยได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้ว
ซึ่งอดีตนายกฯหญิง ถูกออกหมายจับแล้ว ที่ไม่มาฟังคำพิพากษาเมื่อ 25 สิงหาคม ดังนั้นหากวันนี้ ยังไม่ได้ตัว นางสาวยิ่งลักษณ์ มาฟังคำพิพากษา ศาลก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย และถือว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ฟังคำพิพากษาแล้ว
และหากศาลพิพากษาลงโทษจำคุก นางสาวยิ่งลักษณ์ โดยไม่รอลงอาญา ศาลก็จะออกหมายจับอีกครั้ง โดยหมายจับแรก จะสิ้นสภาพไป
ส่วน แนวทางที่ 2 คือ งดอ่านคำพิพากษา จะเกิดขึ้นเมื่อ ทั้งอัยการซึ่งเป็นโจทก์และจำเลย คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่มาฟังคำพิพากษา คือ ไม่มีคู่ความในคดี ศาลก็จะงดการอ่านคำพิพากษา และให้ถือว่าโจทก์และจำเลยทราบคำพิพากษาแล้ว
ซึ่งกรณีนี้ก็ถือว่า มีการอ่านคำพิพากษา เพียงแต่ไม่ได้มีการอ่านในห้องพิจารณาคดีตามปกติเท่านั้น ในกรณีที่ศาลพิพากษาจำคุกจำเลย ก็จะออกหมายจับอีกครั้งเช่นกัน
และหากโจทก์และจำเลยมาศาลภายหลังที่ศาล งดอ่านคำพิพากษา ก็สามารถมาขอดูคำพิพากษากับเจ้าหน้าที่ศาลได้ และหลังจาก ศาลงดอ่านคำพิพากษาแล้ว ศาลก็อาจสรุปคำพิพากษาเผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านทางสื่อมวลชนทันทีในวันที่ ศาลงดอ่านคำพิพากษาได้เลย เพราะตามกฎหมายถือว่ามีการอ่านคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาจึงไม่เป็นความลับอีกต่อไป
สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือต้องดูว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ออกมาอย่างไร