จากกรณีที่ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่าย ต่อต้านการ บ่อนทําลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้พาผู้เสียหาย 12 ราย เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดี น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี ชาว จ.เลย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ภายหลังหลอกลวงผู้เสียหายที่รู้จักกันผ่านทางเฟซบุ๊ก จากนั้นก็จะพูดคุยตีสนิทในเชิงชู้สาว จนมีความสัมพันธ์ต่อกัน ก่อนจะชักชวนลงทุนธุรกิจขายผลไม้ รวมทั้งอ้างว่ากำลังตั้งครรภ์และจะขอให้จัดงานแต่งงาน แต่กลับเชิดเงินสินสอดจากผู้เสียหายแล้วหลบหนีไปรายละนับแสนบาท จนผู้เสียหายต้องเป็นหนี้ได้รับความเดือดร้อนนั้น กระทั่งต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบได้ทำการประสานเชิญตัว น.ส.สร้อยเพ็ชร รวมถึง นายบุญเลี้ยง บัวใหญ่ และนางสำโรง บัวใหญ่ พ่อและแม่ของ น.ส.จริยาภรณ์ มาเข้าพบด้วย เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง
ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวล่าสุด วันที่ 7 ก.ย. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป) พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.2 และ กก.5 บก.ป.ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุ สอบปากคำผู้เสียหาย และเร่งสอบสวนข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แต่เนื่องจากผู้เสียหายได้แจ้งความกับตำรวจท้องที่ไว้แล้ว หลังจากนี้ก็จะมีการประสานข้อมูลกับพนักงานสอบสวนท้องที่ ส่วนกรณีที่น่าจะยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเร่งรัดสั่งการไปยังพนักงานสอบสวน กก.2 และ กก.5 บก.ป.แล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนของการติดตามจับกุมตัว น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี นั้น เบื้องต้นจากข้อมูลหลักฐานที่ได้รับในขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่า น.ส.จริยาภรณ์ ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ภายในภายในประเทศ เนื่องจากไม่พบความเคลื่อนไหวหรือข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสืบทราบเบาะแสสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับสถานที่กบดานซ่อนตัวของ น.ส.จริยาภรณ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัด และเชื่อว่าน่าจะสามารถติดตามจับกุมตัว น.ส.จริยาภรณ์ ได้ภายในเร็ววันนี้
ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป) น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ อายุ 27 ปี ชาว จ.เลย บุคคลที่ น.ส.จริยาภรณ์ นำชื่อไปใช้ในการเปิดบัญชีธนาคารและแอบอ้างตัวกับผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้แต่งงานด้วย พร้อมด้วยแฟนหนุ่ม ได้เดินทางมาติดต่อเข้าพบ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก. 2 บก.ป. และ ร.ต.อ.ศรสุพรรณ อดทนศรีอนันต์ รองสว. (สอบสวน) กก.2 บก.ป เพื่อเข้าให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว
โดย น.ส.สร้อยเพ็ชร กล่าวว่า สำหรับการเดินทางมาเข้าพบเจ้าหน้าที่ในวันนี้ เนื่องจากได้ทราบข่าวว่าตนมีชื่อไปพัวพันกับคดีที่ น.ส.จริยาภรณ์ หลอกลวงผู้เสียหายแต่งงานแล้วเชิดเงินค่าสินสอดหนี ซึ่งทันทีที่ทราบข่าวก็ค่อนข้างตกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำของน.ส.จริยาภรณ์ แต่อย่างใด แต่ยอมรับว่ารู้จักกับ น.ส.จริยาภรณ์ เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เนื่องจากมีศักดิ์เป็นญาติกัน ส่วนกรณีที่ชื่อบัญชีธนาคารที่ น.ส.จริยาภรณ์ ให้ผู้เสียหายโอนเงินให้ตรงกับชื่อของตนนั้น ในส่วนนี้ตนเองก็ไม่ทราบเรื่องและที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีเงินจากบุคคลแปลกหน้าโอนเข้ามาให้ในบัญชีธนาคารของตนแต่อย่างไร อย่างไรก็ตามอาจเป็นไปได้ว่า น.ส.จริยาภรณ์ อาจจะเคยนำบัตรประชาชนของตนไปใช้ในการเปิดบัญชีธนาคารขึ้นมาใหม่ หรือทำธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากเมื่อหลายปีก่อน น.ส.จริยาภรณ์ เคยมาขอยืมบัตรประชาชนของตนไปใช้ในการสมัครงานแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยอ้างว่าตัวเองมีอายุเกินกำหนดที่จะสมัครงานจึงจำเป็นต้องใช้บัตรประชาชนของตนในการสมัครงานแทน ซึ่งครั้งนั้นตนก็ไม่ได้เอะใจ เนื่องจากเห็นว่าเป็นญาติพี่น้องกัน ต่อมาตนได้ทวงถามขอคืนบัตรประชาชนแต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยง ตนจึงตัดสินใจไปทำบัตรประชาชนใหม่ จนกระทั่งเกิดเรื่องจึงได้เข้ามาแสดงความบริสุทธิ์ใจกับทางเจ้าหน้าที่และไม่คิดว่าญาติพี่น้องกันจะทำกันแบบนี้
เบื้องต้นพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป.ได้ทำการสอบปากคำ น.ส.สร้อยเพ็ชร อย่างละเอียดเพื่อนำไปใช้ประกอบสำนวนคดี