เนชั่นทีวี

ข่าว

ศาลอุทธรณ์ ยืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช.ซุกคาร์บอมบ์

06 ก.ย. 2560 | te

ศาลอุทธรณ์ ยืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช.ซุกคาร์บอมบ์

อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง"กิตติศักดิ์"แนวร่วมนปช.พ้นผิดครอบครองคาร์บอมบ์ซุกระเบิดปี53จอดทิ้งไว้อพาร์ทเมนต์รามอินทรา

อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง "กิตติศักดิ์" แนวร่วม นปช.พ้นผิดครอบครองคาร์บอมบ์ซุกระเบิดปี 53 จอดทิ้งไว้อพาร์ทเมนต์ รามอินทรา ทนาย ระบุเอาผลสู้อุทธรณ์คดีชายชุดดำคอกวัวศาลตัดสิน 10 ปี ส่วน 11 ก.ย.จี้ถามอัยการสั่งคดี แกนนำ กปปส.ด้วย

           

ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 6 ก.ย.60 เวลา09.45 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีคาร์บอมบ์ หมายเลขดำอ.1940/2558 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี อายุ 49 ปี ภูมิลำเนากทม.แนวน่วม นปช.เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธและเครื่องกระสุนปืน , วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ไว้ในครอบครอง และพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีเหตุสมควรอันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371  

          

ตามฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่  14 พ.ค.53 จำเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันครอบครองวัตถุระเบิด , วงจรระเบิด , อาวุธปืนสงครามที่ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ฮอนด้าซีวิคซึ่งจอดทิ้งไว้  โดยมีผู้แจ้งรถหายไว้ และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โคกคราม พร้อมด้วยเจ้าหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD)ได้รับทราบเหตุแจ้งจากผู้หวังดี จึงเข้าตรวจค้นรถยนต์ของกลาง พบของกลางระเบิดซีโฟร์ , ทีเอ็นที , ดินระเบิด , ระเบิดขวด , ถังดับเพลิงบรรจุปุ๋ย ยูเรีย และอาวุธปืนอาก้า  , ลูกกระสุนเอ็ม 79 รวมจำนวน 20รายการ เหตุเกิดที่อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง ย่าน ถ.รามอินทรา 

            

ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธสู้คดี

            

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.59 ให้ยกฟ้องคดีเนื่องจากพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์ที่เคยให้การในชั้นสอบสวนนั้นเบิกความขัดแย้งกับที่ให้การในศาลอีกทั้งเป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนผลการตรวจดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝงของจำเลยเทียบกับวัตถุพยานของกลางก็ไม่ตรงกัน พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษจำเลยได้

            

ต่อมา อัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น

            

อย่างไรก็ดีสำหรับนายกิตติศักดิ์นั้น นอกจากถูกฟ้องในคดีนี้แล้ว ยังถูกอัยการคดีพิเศษ 1 ยื่นฟ้องคดีร่วมกับพวกรวม 5 คนถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำครอบครองอาวุธแฝงตัวในเหตุชุมนุม นปช.แยกคอกวัว 10เม.ย.53 ด้วย ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อเดือน ม.ค.60 ให้จำคุกนายกิตติศักดิ์ไว้ 10 ปี โดยปัจจุบันนายกิตติศักดิ์ ถูกคุมขังในเรือนจำในวันนี้ศาลจึงเบิกตัว นายกิตติศักดิ์ จำเลย มาเพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีครอบครองรถยนต์ซุกซ่อนระเบิด

            

ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่ยื่นฟ้องให้ลงโทษจำเลยนั้นยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอตามที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษามาซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนยกฟ้อง

            

ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายกิตติศักดิ์  กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณศาลที่ยกฟ้อง ซึ่งศาลอาจจะเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เชื่อมโยงกับจำเลย ก่อนหน้านี้ในชั้นสอบสวนมีการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์ในคดีนี้กับการปฎิบัติการชายชุดดำเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 แต่พยานหลักฐานที่ไม่สมเหตุสมผลทำให้ศาลมีข้อสงสัย จึงยกประโยชน์ให้จำเลย ถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีในการชั่งน้ำหนักพยาน อย่างไรก็ดีแม้คดีนี้ทั้งสองชั้นศาลได้ยกฟ้องแต่ตัวจำเลยยังถูกคุมขังอยู่ในคดีชายชุดดำ 

            

นายวิญญัติ ทนายความ กล่าวต่อว่า เป็นคดีซุกซ่อนระเบิด ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการปูทางมายังคดีชายชุด โดยพยานโจทก์หลายปากอ้างถึงจำเลยขนระเบิดมาเป็นส่วนหนึ่งของการปฎิบัติการชายชุดดำ ดังนั้นเมื่อคดีระเบิดนี้ศาลยกฟ้องก็จะนำคำพิพากษาไปประกอบการยื่นอุทธรณ์ในคดีชายชุดดำด้วย เนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกัน ซึ่งพยานที่มายืนยันในคดีชายชุดดำก็ไม่ใช่ประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ชัดเจน  

            

นายวิญญัติ กล่าวด้วยว่า ในฐานะทนายความที่ติดตามคดีการเมืองมาในช่วงบ่ายวันที่ 11 ก.ย.นี้ ก็จะเดินทางไปตามความคืบหน้าคดีกปปส.ที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 ซึ่งตนเคยยื่นหนังสือไว้กรณีที่ยังไม่มีการฟ้องแกนนำ กปปส.หลายคนทั้งที่เวลาผ่านมานานแล้ว ซึ่งพ้นระยะเวลาตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเคยแจ้งกำชับไว้ ขณะที่ตนก็ทราบว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งความเห็นที่มีการให้สอบสวนเพิ่มเติมไปยังคณะทำงานของอัยการแล้ว โดยตนจะขอให้เปิดเผยรายชื่อของคณะทำงานอัยการทุกคนเพื่อที่จะดำเนินการทางกฎหมาย หากพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องยังไม่สั่งฟ้องตามระยะเวลาที่ควรดำเนินการ ซึ่งอาจจะเป็นการเข้าข่ายปฎิบัติหน้าที่มิชอบ เพราะตนเห็นว่าการดำเนินคดีที่เป็นไปอย่างล่าช้าทั้งที่มีพยานหลักฐานชัดเจนอาจเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่มิชอบด้วย

           

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีกล่าวหาชายชุดดำแฝงตัวในการชุมนุมนปช.แยกคอกวัว ปี 2553 นั้น อัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายกิตติศักดิ์ หรือ อ้วน สุ่มศรี อายุ 49 ปี  ชาวกรุงเทพฯ , นายปรีชาหรือไก่เตี้ย อยู่เย็น อายุ 28 ปี ชาวเชียงใหม่  , นายรณฤทธิ์ หรือนะ สุริชา อายุ 37 ปี ชาวอุบลราชธานี , นายชำนาญ หรือเล็ก ภาคีฉาย อายุ49 ปี ชาวกรุงเทพฯ และนางปุนิกา หรือ อร ชูศรี อายุ 43 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นจำเลยที่ 1- 5 ในคดีหมายเลขดำ อ.4022/2557 ฐานร่วมกันพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ หรือชุมชน และมีอาวุธ เครื่องกระสูนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ตามพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4 , 8 ทวิ , 55 , 72 ทวิ และ 78 ซึ่งศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ม.ค.60 ให้จำคุกนายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 1 และนายปรีชา อยู่เย็น จำเลยที่ 2 คนละ10 ปี 

           

 ส่วนจำเลยที่ 3-5 ให้ยกฟ้องโดยได้รับการปล่อยตัวไป ระหว่างอัยการยื่นอุทธรณ์คดี.

ข่าวล่าสุด