ในวันนี้ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ยังมีมวลน้ำจากทางภาคเหนือไหลผ่านในอัตรา 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้น 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก็จะอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อไหรก็ตาม ที่มวลน้ำไหลผ่านในอัตราตั้งแต่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะถือว่า สถานการณ์อยู่ในภาวะวิกฤติ
เวลานี้ จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนล่างของเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะใน จ.พระนครศรีอยุธยา ติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด และหากเขื่อนมีความจำเป็นที่จะต้องปรับระดับการระบายน้ำเพิ่ม ก็จะเร่งทำหนังสือแจ้งเตือนจังหวัดในพื้นที่ตอนล่างลุ่มเจ้าพระยาต่อไป
ส่วนกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า ได้รับหนังสือแจ้งสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจากอธิบดีกรมชลประทาน ว่า จากสถานการณ์น้ำที่อำเภอเมือง จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากไม่มีฝนตกเพิ่มบริเวณนครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร และอุทัยธานี คาดว่าระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จะไม่สูงขึ้นเกินกว่าระดับที่สามารถที่รับได้ และในช่วงระหว่างวันที่ 4-8 กันยายน เป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงตั้งแต่อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพิ่มสูงขึ้น 10-15 เซนติเมตร และหลังจากวันที่ 8 กันยายน จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ กทม.ห่วง ว่า บ้านเรือนอาศัยอยู่นอกแนวคันป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ในพื้นที่ 10 เขต ประมาณ 500 ครัวเรือน จะได้รับผลกระทบ จึงขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมขนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่สูง