ขณะที่ S&P Global economists เตือนหากรัฐบาลสหรัฐตกอยู่ในภาวะ Government Shutdown จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจของสหรัฐสูงถึงสัปดาห์ละ 6.5 พันล้านดอลลาร์ และส่งผลให้อัตราการเติบโตของจีดีพีปรับลดลง 0.2% ในไตรมาสสุดท้ายในปีนี้ โดยที่รัฐบาลของทรัมป์ยังกำลังเผชิญกับอุปสรรคปัญหาใหญ่ที่รออยู่ถึง 2 เรื่องคือต้องดำเนินการให้รัฐสภาผ่านกฎหมายกเพดานหนี้ 19.9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในวันที่ 29 กันยายนนี้ และการเข็นให้งบประมาณปี 2018 ให้ผ่านการพิจารณาในวันที่ 30 กันยายน
ในระหว่างที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเตรียมดำเนินมาตรการลดงบดุลขแงตัวเองที่จะมีการประกาศในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ยังคงส่งผลให้ตลาดมีความกังวล และมีการเคลื่อนไหวอย่างผันผวน โดยเฉพาะส่วนต่างของดอกเบี้ย และผลตอบแทนในบอนด์ของรัฐบาล 3 ประเทศหลักคือสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จะถ่างตัวออกไปมากขึ้น จะทำให้เกิดความเสี่ยงการเคลื่อนย้ายของกระแสเงินทุนอย่างรุนแรง
1.ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มทวีตขู่อีก หลังจากสงบเงียบมา 2 วันระบุการเจรจาไม่ใช่คำตอบของกาารแก้ปัญหาวิกฤติเกาหลีเหนือ โดยระบุในข้อความบยาวิตเตอร์ว่า..."talking is not the answer!" to solve the North Korea crisis...
ทั้งนี้ เจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ กลับให้สัมภาษณ์ในวันพุธว่า รัฐบาลสหรัฐไม่เคยปิดโอกาสในการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทูต แม้เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง ฮวาซอง-12 พุ่งข้ามเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น ก่อนไปตกในน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อไม่นานมานี้ โดยถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นขณะพบปะกับรัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีใต้ที่เพนตากอน เพื่อหารือถึงวิธีการรับมือกับภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และประธานาธิบดีทรัมป์ ได้สนทนาทางโทรศัพท์นานถึง 40 นาที โดยผู้นำทั้ง 2 ประเทศมั่นใจว่า จะร่วมมือกับประชาคมโลกเพื่อเพิ่มแรงกดดันเกาหลีเหนือมากยิ่งขึ้น
หลังจากวันอังคารที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธจากบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตก ซึ่งพุ่งไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามแหลมเอริโมะทางเหนือของญี่ปุ่นเมื่อเวลา 06:06 น. ตามเวลาท้องถิ่น จากนั้นก็ลดระดับลงและไปตกในน่านน้ำแปซิฟิกห่างจากฮอกไกโดไปทางตะวันออกราว 1,180 กิโลเมตร
2.นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เปิดแถลงเอาใจคนอเมริกัน ที่สปริงฟิลด์ รัฐมิสซิสซูรี เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ย้ำเดินหน้าเป้าหมายปฏิรูประบบภาษี ที่จะปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงที่ระดับ 15% จากอัตรา 35% ในขณะนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน เพราะปัจจุบันความสามารถแข่งขันของสหรัฐยังตามหลังฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดา ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เม็กซิโก เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศ
ประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อมั่นว่ามาตรการด้านภาษีจะช่วยกระตุ้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐ ว่าจะสามารถขยายตัวในปีนี้ที่ระดับ 3% หรือสูงกว่าได้ ถึงแม้ว่าความเห็นของเขาจะเป็นหนึ่งในคนส่วนน้อยที่คิดว่า จีดีพีสหรัฐสามารถเติบโตสูงกว่า 3% ได้ เพราะไม่มีเหตุอะไรที่จะทำไม่ได้ ซึ่งจะช่วยสร้างงานให้กับชาวอเมริกันจำนวน 12 ล้านตำแหน่ง เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 10 ล้านล้านดอลลาร์
พร้อมกับยีนยันว่าจะผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างทางภาษีนี้โดยร่วมทำงานกับสภาคองเกรสให้สำเร็จลุล่วง โดยไม่ทำให้ต้องผิดหวัง เพื่อคนอเมริกันที่ทำงานหนักในทุกๆ วัน
3.ขณะที่ S&P Global economists เตือนหากรัฐบาลสหรัฐตกอยู่ในภาวะ Government Shutdown จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจของสหรัฐสูงถึงสัปดาห์ละ 6.5 พันล้านดอลลาร์ และส่งผลให้อัตราการเติบโตของจีดีพีปรับลดลง 0.2% ในไตรมาสสุดท้ายในปีนี้
เนื่องจากการบริหารงานของทำเนียบขาวนอกจากไม่สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญมาตั้งแต่ต้นปีนี้แล้ว รัฐบาลของทรัมป์ยังกำลังเผชิญกับอุปสรรคปัญหาใหญ่ที่รออยู่ถึง 2 เรื่องคือต้องดำเนินการให้รัฐสภาผ่านกฎหมายกเพดานหนี้ 19.9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในวันที่ 29 กันยายนนี้ และการเข็นให้งบประมาณปี 2018 ผ่านการพิจารณาในวันที่ 30 กันยายน เพราะหากดำเนินการไม่ทันกำหนดก็จะเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้และดอกเบี้ยของบอนด์รัฐบาล และเกิดภาวะ Government Shutdown
หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ท้าทายสภาคองเกรส หากไม่อนุมัติงบในการสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐและเม็กซิโกที่คาดว่าจะใช้วงเงิน 8 พันล้านดอลลาร์ จนถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็จะยอมให้เกิด Government Shutdown
4.นอกจากนั้น ในระหว่างที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเตรียมดำเนินมาตรการลดงบดุลขแงตัวเองที่จะมีการประกาศในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ยังคงส่งผลให้ตลาดมีความกังวล และมีการเคลื่อนไหวอย่างผันผวน โดยเฉพาะส่วนต่างของดอกเบี้ย และผลตอบแทนในบอนด์ของรัฐบาล 3 ประเทศหลักคือสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จะถ่างตัวออกไปมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเคลื่อนย้ายของกระแสเงินทุนอย่างรุนแรง
โดยล่าสุด การที่สแตนเลย์ ฟิชเชอร์ รองประธานเฟด ยอมรับว่า ผลกระทบจากเม็ดเงิน QE ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้กระทบต่อตลาดการเงินในวงกว้างทั้งในสหรัฐและทั่วโลก โดยเฉพาะทำให้เป็นฟองสบู่ในตลาดบอนด์ซึ่งทำให้ตลาดบอนด์ของรัฐบาลไม่ต่างอะไรจากตลาดจังค์บอนด์ ในที่สุดก็กระทบต่อความต้องการถือบอนด์รัฐบาลทั้งที่เป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงสุด
5.จากการประชุมประจำปีของเฟดที่แจ๊กสัน โฮล พบว่า ขณะนี้ในยุโรปมีถึง 19 ประเทศที่บอนด์ยีลด์มีอัตราที่ติดลบ หรือ Negative Yields โดยที่ตลาดการเงินขนาดใหญ่อย่างสวิตเซอร์แลนด์มีอัตราบอนด์ยีลด์ติดลบมากที่สุดถึง 0.923% ตามมาด้วยเยอรมนีติดลบที่ 0.736%
ส่วนอีก 17 ประเทศต่อมาที่มี Negative Yields คือ สาธารณะเชคมีอัตราบอนด์ยีลด์ติดลบ 0.809% เนเธอร์แลนด์ติดลบ 0.708% สวีเดนติดลบ 0.698% เดนมาร์กติด 0.686% ฟินแลนด์ติดลบ 0.674% ออสเตรียติดลบ 0.648% ไอร์แลนด์ติดลบ 0.584% เบลเยียมติดลบ 0.576% สโลวาเกียติดลบ 0.570% ฝรั่งเศสติดลบ 0.528% สโลเวเนียติดลบ 0.381% สเปนติดลบ 0.368% บัลเกเรียติดลบ 0.331% อิตาลีติดลบ 0.173% โปรตุเกสติดลบ 0.086% ไซปรัสติดลบ 0084% และลิธัวเนียติดลบ 0.083%
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากเม็ดเงินสภาพคล่องจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปจากการอัดฉีดเงิน QE ของธนาคารกลางยุโปที่ถือครองบอนด์ในสัดส่วนสูงถึง 14% ของบอนด์ยุโรปทั้งหมด รวมทั้งอุมเศรษฐกิจยุโรปในสีดส่วนสูงถึง 40% ของจีดีพียุโรป