เนชั่นทีวี

ข่าว

ทรัมป์ปลดผอ.เอฟบีไอ ถูกเปรียบเทียบย้อนรอยคดีฉาววอเตอร์เกตสมัยริชาร์ด นิกสัน

11 พ.ค. 2560 | te

ทรัมป์ปลดผอ.เอฟบีไอ ถูกเปรียบเทียบย้อนรอยคดีฉาววอเตอร์เกตสมัยริชาร์ด นิกสัน

ทรัมป์สั่งปลด James Comey ผู้อำนวยการ FBI ผู้นำทีมสอบสวนเรื่องการหาเสียงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับรัสเซีย ระบุทำงานไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ รวมทั้งจัดการไม่เหมาะสมเรื่องสอบการใช้อีเมลส์ส่วนตัวของฮิลลารี คลินตัน ซึ่งได้กลายเป็นเรื่องที่นำมาเปรียบเทียบเพื่อย้อนรอยคดีฉาววอเตอร์เกตที่เกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในปี 1972

ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตตอบโต้เป็นการเตะถ่วงการสอบสวน เชื่อว่ามีเบื้องหลัง หลังจาก James Comey กำลังสอบสวนรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้ง และมีการสอบสวนหารชี่เมล์ส่วนตัวของฮิลลารี คลินตัน พร้อมเรียกให้มีการตั้งคณะดรรมการที่เป็นอิสระเข้ามาสอบสวนสืบสวนแทน
สำหรับท่าทีของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ที่ตอบคำถามของผู้สื่อข่าว CBS ที่เกาะติดข่าวถึงสนามแข่งฮอกกี้เกี่ยวกับการปลด James Comey ของทรัมป์ว่าจะกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียหรือไม่ ซึ่งประธานาธิบดีปูตินบอกว่า จะไม่มีผลกระทบใดๆ เกิดขึ้น โปรดอย่าทำให้เป็นเรื่องโง่เชลา เพราะรัสเซียจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น

1.ช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด James Comey ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนของสหรัฐ (เอฟบีไอ) ผู้นำทีมสอบสวนเรื่องการหาเสียงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับรัสเซีย ระบุทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และจัดการไม่เหมาะสมเรื่องสอบการใช้อีเมลส์ส่วนตัวของฮิลลารี คลินตัน ในระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ
โดยที่ทรัมป์อ้างว่าได้ดำเนินการตามคำเสนอแนะของรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐ ทั้งที่ James Comey ในวัย 56 ปี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีบารัก โอบามา ให้เป็นผู้อำนวยการ FBI เมื่อ 4 ปีก่อน และมีวาระในตำแหน่งนานถึง 10 ปี ขณะที่ทางทำเนียบขาวประกาศว่า จะเริ่มกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการ FBI คนใหม่ในทันที
ท่ามกลางความประหลาดใจในคำสั่งปลดผู้อำนวยการ FBI ครั้งนี้ หลังจากถูกมองว่า James Comey มีบทบาทสำคัญและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในระหว่างการหาเสียงการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ 2016 เนื่องจากการสอบสวนในฐานะที่เป็นผู้นำของเอฟบีไอในการสอบสวนว่าทีมหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะมีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับรัสเซียเพื่อการดึงคะแนนเสียง

2.นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการคาดเดาในอนาคต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวได้กลายเป็นเรื่องที่ถูกมองว่า กำลังย้อนรอยคดีฉาววอเตอร์เกตที่เกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในช่วงปี 1972 จนนำมาสู่คดีอื้อฉาวที่ทำให้ทำให้ริชาร์ด นิกสัน ต้องจำยอมลาออกจากตำแหน่งในที่สุด
เมื่อย้อนรอยไปในครั้งนั้น ที่มีการสาวเรื่องราวจากเหตุการณ์ลักลอบโจรกรรมสำนักงานใหญ่ของพรรคเดโมแครต ที่ตึกวอเตอร์เกตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะที่คณะทำงานของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน พยายามปกปิดหลักฐานถึงการข้องเกี่ยวในเหตุโจรกรรมดังกล่าว จนในที่สุดเรื่องอื้อฉาวนี้นำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในปี 1974 ซึ่งเป็นการลาออกของประธานาธิบดีในประวัติศาสตร์อเมริกัน และเหตุการณ์นี้ยังนำไปสู่การฟ้องร้อง ไต่สวน การลงโทษ และการจำคุกบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 43 คน รวมไปถึงคณะทำงานระดับสูงของรัฐบาลนิกสัน
เหตุอื้อฉาวเริ่มต้นขึ้นจากการจับกุมชาย 5 คนในคดีลักลอบโจรกรรมข้อมูลในที่ทำการใหญ่พรรคเดโมแครตที่ตึกวอเตอร์เกตคอมเพลกซ์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 1972 โดย FBI ได้เชื่อมโยงเส้นทางการเงินของคนร้ายทั้งห้าคนจนสาวไปถึงกองทุนซึ่งเป็นกลุ่มระดมทุนสำหรับการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของริชาร์ด นิกสัน โดยที่หลักฐานทั้งหมดชี้ไปยังคณะทำงานของประธานาธิบดี ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 1973 คณะสอบสวนเปิดเผยว่าภายในห้องทำงานของประธานาธิบดีนิกสันมีระบบบันทึกเสียงอยู่ และได้บันทึกการสนทนาต่างๆ เอาไว้ ที่ชี้ให้เห็นว่าประธานาธิบดีนิกสันเคยพยายามที่จะปกปิดถึงการมีส่วนรู้เห็นในการโจรกรรมข้อมูล ณ ที่ทำการพรรคเดโมแครต หลังจากมีการต่อสู้ฟ้องร้องคดีความมากมายในชั้นศาล ซึ่งศาลฎีกาสูงสุดแห่งสหรัฐมีคำตัดสินให้ประธานาธิบดีต้องส่งมอบเทปบันทึกเสียงทั้งหมดแก่พนักงานสืบสวนของรัฐ จนนำมาซึ่งการจำยอมด้วยหลักฐาน ทำให้ริชาร์ด นิกสัน ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธืบดีในที่สุด
ทั้งนี้ เรื่องราวอื้อฉาวเหล่านี้ได้ถูกหนังสือพิมพ์ The Washington Post นำมาตีแผ่ โดยสองนักข่าวที่เจาะเบื้องลึกคือ Carl Bernstein และ Bob Woodward นำมารวบรวมในหนังสือ All the President's Men ปี 1974 และถูกนำมาทำเป็นบทภาพยนตร์ในปี 1976


3.แต่มาถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้สมาชิกพรรคเดโมแครตออกมากระโดดโลดเต้นตอบโต้ว่า เป็นการเตะถ่วงการสอบสวน โดยเชื่อว่ามีเบื้องหลัง หลังจาก James Comey กำลังสอบสวนเรื่องที่รัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งในสหรัฐ และมีการสอบสวนหารชี่เมล์ส่วนตัวของฮิลลารี คลินตัน พร้อมเรียกให้มีการตั้งคณะดรรมการอิสระเข้ามาสอบสวนสืบสวนแทน
นอกจากนี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนยังมองว่า การสั่งปลดผู้อำนวย FBI อย่างกะทันหันเช่ยนี้ ไม่น่าจะมีแค่สาเหตุมาจากกรณีฮิลลารี คลินตัน แต่มีการอ้างถึงเหตุดังกล่าวเพื่ออำพรางไม่ให้มีความคืบหน้าในการสืบสวนคดีที่เกี่ยวข้องทั้งนกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และกรณีทีมรณรงค์หาเสียงของทรัมป์หลายคนมีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัสเซีย


4.สำหรับท่าทีของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ที่ตอบคำถามของผู้สื่อข่าว CBS ที่เกาะติดข่าวถึงสนามแข่งฮอกกี้เกี่ยวกับการปลด James Comey ของทรัมป์ว่าจะกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียหรือไม่ ซึ่งประธานาธิบดีปูตินบอกว่า จะไม่มีผลกระทบใดๆ เกิดขึ้น โปรดอย่าทำให้เป็นเรื่องโง่เชลา เพราะรัสเซียจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น
โดยที่ประธานาธิบดีปูตินย้ำว่า เพราะนั่นเป็นการกระทำที่ประธานาธิบดีทรัมป์สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายและกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ สำหรับเราล่ะ ทำไมต้องเป็นเรา.. "You see I am going to play hockey with the hockey fans. And I invite you to do the same."


5.แรงกระเพื่อมในตลาดหุ้นสหรัฐเกิดจากอาการช๊อคต่อข่าวการปลดผู้อำนวยการ FBI โดยที่ดาวโจนส์และ S&P500 ปรับตัวลดลงทั้งสองตลาด โดยดาวโจนส์หลุดระดับ 21,000 มาปิดที่ 20,943 และ S&P500 หลุด 2,400 ปิดที่ 2,399
สวนทาง Nasdaq ยังคงพุ่งขึ้นต่อที่ 6,129 เพราะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 5 อันดับแรกที่เรียกว่า "Big 5" ที่ประกอบด้วยหุ้น Apple, Amazon, Alphabet, Facebook และ Microsoft นั้น รวมกันมีมาร์เก็ตแคปเป็นมูลค่าที่เพิ่มเกือบจะเท่ากับ 3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 10% ของมาร์เก็ตแคปทั้งหมดของตลาดหุ้นสหรัฐ ยังคงมีราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะเพิ่มขึ้นถึง 6.75 แสนล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง

ข่าวล่าสุด