นี้คือภาพกลุ่มควันที่ลอยขึ้นสู่อากาศ ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดไฟป่า ภายหลังเจ้าหน้าที่สำนักงานงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่ ได้นำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินสำรวจได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น โดยจุดเกิดไฟป่าดังกล่าวอยู่ห่างจากอ่างเก็บห้วยตึงเฒ่า อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เหนือขึ้นไปเพียง 10 กิโลเมตร อีกทั้งยังพบว่า ตลอดเส้นทางระหว่างห้วยตึงเฒ่าผ่านอ่างเก็บน้ำแม่เย็น พบว่า สภาพป่ามีความแห้งแล้งจนเห็นได้ชัด ประกอบกับพื้นที่ด้านล่างยังมีร่องรอยของการเกิดไฟป่าให้เห็นอยู่เป็นระยะ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงปัญหาหมอกควัน และไฟป่าที่จังหวัดเชียงใหม่กำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ และได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศรวมถึงสุขภาพของประชาชนในทุกปี
แม้ว่าจังหวัดเชียงใหม่ได้ประกาศมาตรการคุมเข้มห้ามเผาระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึง 20 เมษายน 2560 แต่ในช่วง 1 เดือน กลับพบว่าสถานการณ์เข้าข่ายน่าเป็นห่วง โดยขณะนี้ทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายปวิณ ชำนิประศาสน์ เปิดวอร์รูมสั่งการให้ทั้ง 25 อำเภอจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ลักลอบเผาป่า หลังมีการเกิดสถิติจำนวนครั้งของการเกิดจุดฮอทสปอทมากกว่าปีที่แล้วถึง 3 เท่า ขณะที่ข้อมูลของสำนักป้องกันปราบปราม และควบคุมไฟป่า ระบุว่า ในท้องที่ จ.ลำพูนและจ.เชียงใหม่ ระหว่างเดือนตุลาคม 2558 ถึงมีนาคม 2559 พบสถิติพื้นที่ไฟไหม้ 8,228 ไร่ ขณะที่ห้วงระหว่างเดือนตุลาคม 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 พบสถิติพื้นที่ไฟไหม้ป่า 10,916 ไร่ เพิ่มขึ้น 2,688 ไร่ และพบว่าสาเหตุของการเกิดไฟป่ากว่า 39.69% มาจากการหาของป่า ขณะที่ตัวเลขการเกิดไฟป่าของระบบติดตามความร้อนดาวเทียม ของกรมป่าไม้ ได้เปรียบเทียบสถิติการเกิดไฟป่าในช่วงเวลาระหว่างปี 2559-2560 พบว่า ช่วงเดือนมีนาคมปี 2559 พบจุดฮอทสปอต 401 จุด เดือนมีนาคม 2560 พบจุดฮอทสปอต 420 จุด เกินกว่าปีที่แล้ว 19 จุด และหากเทียบกับจังหวัดใกล้เคียงที่เคยพบปัญหาหมอกควันอย่างจังหวัดเชียงราย พบว่า เดือนมีนาคมปี 2559 มีจุดฮอทปอท 127 จุด ขณะที่ในปีนี้พบเพียง 15 จุดเท่าเท่านั้น ส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของปัญหาไฟป่าในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาและพยายามหาทางออกโดยเร็วที่สุด