ปปช.ชี้มูล คณบดีวิทยาลัยศิลปะฯ มช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ-ยึดเงินสะสม
22 มี.ค. 2560 | nation_ent

ป.ป.ช. มีมติดำเนินการวินัย คณบดีวิทยาลัยศิลปะฯ มช. ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ยึดหน่วยเงินสะสมสมทบพนง.-โดนมหา'ลัยตั้งกรรมการสอบซ้ำ
ข่าว
22 มี.ค. 2560 | nation_ent

ป.ป.ช. มีมติดำเนินการวินัย คณบดีวิทยาลัยศิลปะฯ มช. ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ยึดหน่วยเงินสะสมสมทบพนง.-โดนมหา'ลัยตั้งกรรมการสอบซ้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีหนังสือลับ ที่ปช.0034(ชม) 1881 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559เรื่องการการแจ้งผลพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยอ้างถึงบันทึกคำให้การของนายพรเทพ ฑีฆานนท์ อดีตอาจารย์ประจำสาขาแอนนิเมชั่น วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้กล่าวหา สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2558
โดยระบุว่าตามบันทึกคำให้การที่อ้างถึงนายพรเทพ ได้กล่าวหา ผศ.ดร.ปิติพงษ์ ยอดมงคล คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณียึดหน่วงเงินสะสมสมทบพนักงานจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายพรเทพ ไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อพนักงานสอบสวนสภ.ภูพิงค์ฯ นั้น ทางสำนักงาน ป.ป.ช.ขอเรียนว่าพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และคณะกรรมการป.ป.ช.ได้พจารณาแล้ว มีมติส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันแลปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ลงนามโดยนายวิฑูรย์ วรโชติพงศ์พันธ์ ผอ.สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ปฎิบัติราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ต่อมา วันที่ 14 ธันวาคม 2559 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อาวุธ ศรีศุกรี อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ในฐานะรักษาการอธิการบดี มช.ได้มีหนังสือคำสั่งที่ 2883/2559 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 34 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 ประกอบด้วย รศ.นพ.อำนาจ อยู่สุข รักษาการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตนักศึกษาและกิจการพิเศษ เป็นประธานกรรมการ ผศ.ณัฐ วรยศ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ นายไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์สังกัดคณะนิติศาสตร์ เป็นกรรมการ นางอริศรา ฐิติปริพัฒน์ นิติกรสังกัดกองกฎหมาย เป็นกรรมการและเลขานุการ และนางปิยาภรณ์ ณ เชียงใหม่ เลขานุการ วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี เป็นกรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการ
จากนั้นคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริง โดยรศ.นพ.อำนาจ ได้มีหนังสือเชิญนายพรเทพ 2 ครั้ง คือวันที่ 6 มกราคม และ 24 มกราคม 2560 มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมอาวุธศรีสุกรี อาคารยุทธศาสตร์ มช. และหนังสืออีกฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เชิญนายพรเทพ มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่คณะกรรมการอีกครั้ง พร้อมระบุว่าหากไม่สะดวกมาด้วยตนเอง สามารถจัดส่งเอกสารให้คณะกรรมการได้ทงไปรษณีย์ภายในวันที่ 10 มีนาคม 2560
ทั้งนี้ หนังสืองานนิติการ กองกฎหมาย มช. ที่ศธ.6392(2) ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 สรุปเรื่องการยึดหน่วงเงินของวิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี ระบุว่า นายพรเทพ พนักงานมหวิทยาลัยผู้ถูกเลิกจ้าง ได้ขอให้มหาวิทยาลัยคืนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เนื่องจากขัดต่อพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ตามที่วิทยาลัยสื่อฯ ได้ทำการยึดหน่วงเงินเดือนและเงินอื่นใด เนื่องจากติดค้างเงินยืมทดลองจ่ายในโครงการวิจัยพัฒนาพิพิธภัณฑ์สวนพฤกศาสตร์ โดยเพียงแต่ยึดหน่วงไว้ไม่ให้หักใช้เงินยืมดังกล่าวจนกว่าจะได้รับการส่งใช้เงินยืมจำนวน 1.1 ล้านบาท
ประกอบด้วย1.เงินเดือนสำหรับเดือนกันยายน 2557 จำนวน 20,640 บาท 2.ค่าจ้างสำหรับการเขียนและพัฒนาเกม จำนวน 150,000 บาท 3.เงินสะสมสมทบพนักงานจากกองทุนเลี้ยงชีพจำนวน 80,714.73บาท และ 4.เงินอื่นใดที่จะได้รับในอนาคตที่ผู้ว่าจ้างจ่ายผ่านมหาวิทยาลัย
นายพรเทพ กล่าวว่า กรณีนี้ตนได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงค์ฯ ต่อผศ.ดร.ปิติพงษ์ ในฐานความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฏหมายอาญาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อป.ป.ช.มีมติส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ดำเนินการทางวินัยและส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 จากมติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ผศ.ดร.ปิติพงษ์ ดำเนินการยึดหน่วงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กระนั้น เมื่อ ป.ป.ช. ส่งหนังสือไปยังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และทาง สภ.ภูพิงค์ฯแล้ว ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องดำเนินการทางวินัยแก่ผศ.ดร.ปิติพงษ์ และทางสภ.ภูพิงค์ฯ ต้องสรุปสำนวนส่งอัยการเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ ผศ.ดร.ปิติพงษ์ เช่นกัน ซึ่งล่วงเลยมากว่า 120 วัน แต่ทางมหาวิทยาลัย กลับมาดำเนินการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ทั้งๆที่ อธิการบดี โดยกองกฎหมายเคยสอบสวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่าการยึดหน่วงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของข้าพเจ้าไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำสั่งให้คืนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วก่อนที่ตนจะนำผลวินิจฉัยฟ้องร้อง ปปช. เพื่อให้ดำเนินการลงโทษคณบดีวิทยาลัยศิลปะฯซึ่งเป็นการดำเนินการซ้ำๆ ถ่วงเวลาอย่างเห็นได้ชัดแจ้ง
ประกอบกับ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นเรียบร้อยและมีมติออกมาแล้ว ซึ่งทางวิทยาลัยศิลปะและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นคู่กรณีของตนโดยตรง จึงไม่มีอำนาจหรือหน้าที่ในการสืบสวนใดๆ ตาม มาตรา 13 และมาตรา16แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนั้นการดำเนินการดังกล่าวของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิทยาลัยฯ อาจจะเป็นการถ่วงเวลา ไม่ดำเนินการลงโทษทางวินัย แก่ผศ.ดร.ปิติพงษ์
นายพรเทพ กล่าวว่าขอเรียกร้องให้ผศ.ดร.ปิติพงษ์ แสดงสปิริต รับผิดชอบตามมติของ ป.ป.ช. โดยการลาออกในทันที และขอให้มหาวิทยาเชียงใหม่ รีบดำเนินการลงโทษทางวินัยโดยเร็วที่สุด เพื่อคงไว้ซึ่งความสง่างามของชื่อเสียงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นอกจากนี้ นายพรเทพ ชี้แจงว่าตนได้รับทุนวิจัยโครงการวิจัยพัฒนาพิพิธภัณฑ์ Smart Museum สำหรับสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ มูลค่า 7.65 ล้านบาท แต่ตนไม่ได้รับความสะดวกในการดำเนินโครงการวิจัยฯนี้จากวิทยาลัยสื่อฯ ทั้งๆที่โครงการวิจัยฯ นี้ ตนหามาด้วยตนเองและยังต้องแบ่งรายได้เพื่อสนับสนุนกองทุนบุคลากรของวิทยาลัยฯ เป็นเงินร้อยละ 5 ของทุนวิจัย 7.65 ล้านบาท และการดำเนินโครงการวิจัยฯนี้ต้องมีการยืมเงินสำรองจ่ายประมาณ 1.1 ล้านบาท ซึ่งตามกฎระเบียบหรือประกาศหรือข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุอย่างชัดเจนว่า มีเพียงคณบดีเท่านั้นที่จะสามารถยืมเงินทดรองจ่ายจำนวนนี้ได้ และปรากฏสัญญายืมเงินทดรองจ่ายจำนวนนี้ตัวจริงลงนามโดยคณบดีวิทยาลัยฯ เป็นผู้ยืมเงินและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ให้ยืม
แต่ทางวิทยาลัยฯ บอกตนให้เซ็นสัญญายืมเงินทดรองจ่ายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่มีกฎระเบียบหรือประกาศหรือข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รองรับให้ตนดำเนินการได้ โดยทางวิทยาลัยฯ ใช้แบบฟอร์มเหมือนกันเพียง แต่แตกต่างกันเพียงตนเป็นผู้ยืมและวิทยาลัยฯ เป็นผู้ให้ยืม ซึ่งวิทยาลัยฯ ไม่เคยแจ้งให้ตนว่ามีหนังสือยืมเงินทดรองจ่ายตัวจริงที่มีคณบดีลงนามยืมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่
และในการดำเนินการโครงการวิจัยฯ ตนได้ส่งใบสำคัญรับเงินเป็นจำนวนประมาณ 1.67 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 1.1 ล้านบาท ให้แก่ทางวิทยาลัยฯ แต่ทางวิทยาลัยฯ ไม่ดำเนินการจ่ายเงินส่วนเกินให้แก่ตน กลับยังอ้างว่านำผลงานตนไปใช้เพียง 7 แสนกว่าบาทและอ้างว่าตนเป็นหนี้อีก 3.2 แสนบาท ตนไม่ได้ตกลงแต่ประการใด แต่ทางวิทยาลัยฯ นำเอาผลงานของตนไปใช้โดยไม่ได้มีการมอบลิขสิทธิ์แต่ประการใด
นายพรเทพ อธิบายต่อว่าโครงการวิจัยพัฒนาพิพิธภัณฑ์ฯ Smart Museum นั้นมีปัญหาข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ในการดำเนินโครงการวิจัยฯ ไม่ตรงกับทีโออาร์ โดยพื้นที่จริงมีมากถึง 700 ตารางเมตร มากกว่าที่ทีโออาร์ที่ระบุไว้เพียง 265 ตารางเมตร ซึ่งทำให้การคำนวณทั้งงบประมาณ และระยะเวลาในการดำเนินโครงการวิจัยฯ ที่แท้จริงผิดพลาดไปอย่างมาก
ดังนั้นในทางกฎหมายห้ามไม่ให้ส่งงวดงานใดๆ จนกว่าจะมีการเจรจาแก้ไขสัญญาหรือทำสัญญาแนบท้าย ซึ่งเป็นหลักการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ทราบโดยทั่วกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด ซึ่งตนได้รับชัยชนะในการเจรจากับคณะกรรมการตรวจรับงานขององค์การสวนพฤกษฯ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557 เป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้ไม่สามารถส่งงวดงานได้ ทางตนและทีมงานยังดำเนินการโครงการวิจัยฯ ไปจนถึงงานในงวดงานที่ 3 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งก็คือการรื้อถอน และเตรียมสถานที่ในการดำเนินการติดตั้งโครงสร้างและอุปกรณ์พิพิธภัณฑ์ เป็นที่เรียบร้อยหมดแล้ว ซึ่งเมื่อแก้ไขสัญญาหรือทำสัญญาแนบท้ายเรียบร้อย ทางตนและทีมงานสามารถดำเนินการต่อได้ทันทีและใช้เวลาอีกไม่นาน
ส่วนกรณีที่ทางคณบดีวิทยาลัยศิลปะฯ อ้างเหตุหนี้เงิน 3.2 แสนบาท มาอ้างยึดหน่วงเงินรายได้ต่างๆ ของตน รวมทั้งเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งหมดเป็นเวลากว่า 8 เดือน ซึ่งตนทำหนังสือหลายฉบับในการทวงเงินดังกล่าวหลายฉบับ จนกระทั่ง อธิการบดีฯ โดยกองกฎหมาย ออกหนังสือผลการพิจารณาระบุอย่างชัดเจนว่า คณบดีวิทยาลัยฯ ยึดหน่วงเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งให้คืนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่ข้าพเจ้า รวมทั้งหมด 4 แสนกว่าบาท และต่อมามีคำสั่งให้คืนเงินรายได้ทั้งหมดที่ยึดหน่วงแก่ตน รวมใช้เวลาทั้งหมดกว่า 6 เดือน ซึ่งทำให้ตนเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
เนื่องจากมีคำสั่งสิ้นสุดการจ้างงาน ทำให้ตนไม่มีรายได้ตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายน 2557 ยังถูกยึดหน่วงเงินซึ่งไม่สามารถยึดหน่วงได้และในท้ายที่สุด ก็ต้องคืนเงินทั้งหมดให้แก่ตน และยังมีกรณีที่กรณีที่ถูกยึดโครงการวิจัยฯ ไปอีกใบสำคัญรับเงินที่มีค่าสูงถึง 1.67 ล้านบาท ที่ทางวิทยาลัยฯอ้างไม่ชดใช้ และยังละเมิดผลงานในโครงการวิจัยฯ ของตนอีก
พ.ต.ท.เอนก ไชยวงศ์ รอง ผกก.สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ กล่าวว่า ขณะนี้ทาง ปปช.ได้ส่งหนังสือกลับมาให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูพิงค์ราชนิเวศน์แล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อ ถึงแม้ว่าปปช.จะสามารถดำเนินการส่งฟ้องได้เองก็ตาม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานและศึกษาสรุปสำนวนในหนังสือดังกล่าว หากมีข้อเท็จจริงสามารถสรุปมูลความผิด ก็จะเดินเรื่องฟ้องศาลอาญา ตามกฎหมายต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ถึงระยะเวลาในการสรุปสำนวน และรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด แต่ก็มีการดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเข้มข้นและรัดกุม เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ขณะนี้ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า รศ.ดร.ปิติพงษ์ มีความผิดหรือบกพร่องในหน้าที่จริงหรือไม่ หรือมีมูลความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ จะต้องมีการพิจารณาและศึกษาข้อกฎหมาย เปรียบเทียบอย่างละเอียดว่าเข้าข่ายตามข้อกล่าวหาว่า เป็นเจ้าพนักงานปกปิดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติโดยทุจริต ตามมาตรา 157 จริงหรือไม่ต่อไป
ด้านรศ.นพ.อำนาจ อยู่สุข รักษาการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตนักศึกษาและกิจการพิเศษ กล่าวว่า ตนในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้งก็ไม่ได้เป็นการถ่วงเวลาแต่อย่างใด และขณะนี้ ทางคณะกรรมการได้สรุปผลสอบสวนส่งไปยัง ปปช.เรียบร้อยแล้ว แต่ตนไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเนื้อหาข้อสรุปภายในหนังสือดังกล่าวได้ เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อรูปคดีและเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งต้องรอผลสรุปจาก ปปช.อีกครั้ง ในเวลาอันใกล้ (ภาพ-camt.cmu.ac.th)
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ