ทางด้านตัวเลขขาดดุลทางการค้าของสหรัฐล่าสุด ในเดือนมกราคมปีนี้ที่พุ่งขึ้นเป็น 6.97 หมื่นล้านดอลลาร์สูงสุดในรอบ 5 ปีนับจากปี 2012 จึงเป็นที่รำคาญใจของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะเป็นการขาดดุลกับหลายประเทศที่ตกเป็นเป้าถูกกล่าวหาของผู้นำสหรัฐ
ขณะที่ Fitch Ratings สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ คาดราคาน้ำมันโลกในปี 2017 นี้มีแนวโน้มลดลงอยู่ที่ 52.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปรับขึ้นในปี 2018-2019 ที่ 55 และ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ สาเหตุจากแหล่งผลิต shale oil และ shale gas ของสหรัฐมีความแอ็คทีฟมากขึ้น
1.องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เผยรายงานคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2017-2018 โดยเตือนถึงความผันผวนและเปราะบางของภาวะตลาดการเงินโลกที่ไม่เชื่อมโยงไปกับความไม่แน่นอนทางด้านนโยบาย ยังรวมถึงลัทธิการกีดกันทางการค้า ล้วนส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยอาจจะถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจโลกเดินตกรางได้
ทั้งนี้ OECD คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.3% ในปีนี้ และ 3.6% ในปีหน้า ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขคาดการณ์ไว้ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยที่ปี 2016 นั้นมีการขยายตัวที่ 3%
โดย OECD ได้คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.4% ใน 2017 นี้ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับ 2.3% แต่คาดว่าในปี 2018 จะขยายตัว 2.8% ลดลงจากคาดการณ์ไว้ที่ 3% ส่วนเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวที่ 1.6% ในปีนี้และปีหน้า ขณะที่คาดญี่ปุ่นขยายตัวเพียง 1.2% และชะลอตัวลงที่ 0.8% ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้คาดการณ์เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 6.5% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับ 6.4% และปีหน้าที่ 6.3% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์ที่ 6.1%
2.ทางด้านไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PwC) บริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำของโลกระบุจีนซึ่งมีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในโลกจะขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มตัวในอีก 30 ปีข้างหน้าในรายงานที่ชื่อว่า The Long View: How Will The Global Economic Order Change By 2050
PwC ชี้ว่าจีนจะขึ้นเป็นผู้นำกลุ่ม 7 ชาติกลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย และตุรกี ที่จะขยายตัวทางเศรษฐกิจ 3.5% ต่อปี โดยที่เศรษฐกิจจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องที่ระดับ 6-7% กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกและจะมีบทบาทนำมากขึ้น จะกลายเป็นมหาอำนาจและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก
เนื่องมาจากการลงทุนด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตของจีนในระยะยาว จนสามารถแซงหน้าชาติมหาอำนาจปัจจุบันเช่น ยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ไปได้ในที่สุด
3.จากรายงานตัวเลขขาดดุลทางการค้าของสหรัฐในเดือนมกราคมปีนี้ที่พุ่งขึ้นเป็น 6.97 หมื่นล้านดอลลาร์สูงสุดในรอบ 5 ปีนับจากปี 2012 จึงเป็นที่รำคาญใจของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะเป็นการขาดดุลกับหลายประเทศที่ตกเป็นเป้าถูกกล่าวหาของผู้นำสหรัฐ
ประกอบด้วยการขาดดุลกับจีนเป็นมูลค่าสูงถึง 3,02 หมื่นล้านดอลลาร์ กับสหภาพยุโรป 1.34 หมื่ล้านดอลลาร์ เยอรมัน 5.7 พันล้านดอลลาร์ เม็กซิโก 5.5 พันล้านดอลลาร์ ญึ่ปุ่น 5.5 พันล้านดอลลาร์ อิตาลี 2.4 พันล้านดอลลาร์ กับกลุ่มโอเปค 2.4 พันล้านดอลลาร์ เกาหลีใต้ 2.3 พันล้านดอลลาร์ แคนาดา 2 พันล้านดอลลาร์ อินเดีย 1.9 พันล้านดอลลาร์ ฝรั่งเศส 1.6 พันล้านดอลลาร์ รวมทั้งขาดดุลกับอังกฤษ ไต้หวัน และซาอุดิการเบีย อีกประเทศละ 900 ล้านดอลลาร์
4.ขณะที่ฐานะทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของจีนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลับมายืนเหนือระดับ 3.005 ล้านล้านดอลลาร์อีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 6.8 พันล้านดอลลาร์จากเดือนก่อนหน้า ที่ดิ่งลงต่ำสุดที่ 2.965 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม หลังจากที่ต้องเผชิญกับปัญหาการไหลออกของเงินทุนค่อนข้างรุนแรงมากถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2015 จนถึงสิ้นปี 2016
ทั้งนี้ จีนเคยมีฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงสุดที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อปี 2014 โดยที่เงินหยวนเคลื่อนไหวค่อนข้างนิ่งที่ระดับ 6.8975 ต่อดอลลาร์ และมีค่าแข็งขึ้น 0.7% นับจากต้นปีนี้ เทียบกับปีที่แล้วค่าเงินหยวนดิ่งลงมากกว่า 8%
5.Fitch Ratings สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ คาดราคาน้ำมันโลกในปี 2017 นี้มีแนวโน้มลดลงอยู่ที่ 52.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปรับขึ้นในปี 2018-2019 ที่ 55 และ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ สาเหตุจากแหล่งผลิต shale oil และ shale gas ของสหรัฐมีความแอ็คทีฟมากขึ้นถึง 756 แหล่งการผลิตในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 267 แหล่งการผลิต
ถึงแม้ว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา กลุ่มโอเปคและนอกกลุ่มโอเปคมีข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในระดับ 55-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยที่ราคาน้ำมันเบรนท์โมเดลในระยะยาวอยู่ที่ 65 ดอลลาร์
ล่าสุดราคาน้ำมัน WTI ซื้อขายที่ 52.80 ดอลลาร์ และเบรนท์เทรดที่ 55.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล