ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมิ่นเบื้องสูง หมายเลขดำ อ.2740/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 59 ปี แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และจำเลยคดีก่อการร้าย เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 1 ก.ย.53 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่าเมื่อวันที่ 29 มี.ค.53 จำเลยได้ขึ้นปราศรัยบนเวที นปช. เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้วยเครื่องกระจายเสียงและมีการติดตั้งจอภาพต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก โดยมีข้อความที่อาจเข้าข่าย หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง เกลียดชัง เหตุเกิดแขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม.และให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ของศาลอาญาด้วย ซึ่งครั้งแรก จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ภายหลังให้การปฏิเสธ
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 ม.ค.56 ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี แต่ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 จึงให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอการลงโทษ ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์สู้คดี แต่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 1 พ.ค.57 ยืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยได้ยื่นฎีกาคดีอีก โดยระหว่างอุทธรณ์-ฎีกาจำเลยได้ยื่นประกัน ในวงเงิน 500,000บาท
ซึ่งวันนี้ นายยศวริศหรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ได้รับการประกันตัว เดินทางมาศาลด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในชุดกางเกงขายาวสีดำ สวมแจ็คเก็ตสีดำ ทักทายกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความและผู้ใกล้ชิดที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ
ทั้งนี้ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า คำกล่าวของจำเลยได้โจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อย่างรุนแรง ทั้งในเรื่องส่วนตัวและการกล่าวหาทุจริต โดยจำเลยกระทำในลักษณะที่ไม่ให้ความเกรงใจและไม่ให้ความนับถือต่อประธานองคมนตรีที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง
นอกจากนี้ จำเลยก็ยังกล่าวถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในขณะนั้น ในลักษณะเดียวกันที่ไม่ให้ความเกรงใจและไม่ให้ความนับถือ นอกจากนี้ จำเลยยังแสดงท่าทางในลักษณะที่ทำให้เข้าใจผิดการกระทำของจำเลยจึงเป็นการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่สมควรลงโทษสถานเบาและควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยได้กระทำต่อสถาบันพระมหากษัตริย์กระทบต่อจิตใจของประชาชนทั่วไปที่มีความจงรักภักดี และไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง โดยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 3 ปี และลดโทษให้ 1 ใน 3 นั้น เห็นว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ปราณีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะให้รอการลงโทษ ที่ศาลล่างพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืนจำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
ภายหลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายยศวริศ ได้ใช้โทรศัพท์พูดคุยกับคนใกล้ชิด ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวไปคุมขังยังเรือนจำ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยมีกลุ่มคนใกล้ชิดประมาณ 3-4 คน และทนายความให้กำลังใจ ขณะรอส่งตัว อย่างไรก็ดี ภรรยาและครอบครัวของนายยศวริศไม่ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วยแต่อย่างใด
กระทั่งเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้คุมตัวนายยศวริศ ขึ้นรถกระบะติดลูกกรงของเรือนจำ เพื่อไปยังเรือนจำ โดยนายยศวริศ ยังคงอยู่ในชุดกางเกงขายาว เสื้อสีดำ ใบหน้ายิ้มเล็กน้อยแสดงการทักทาย