แต่ทางด้านผู้บริหาร Hedge Funds เริ่มปรับลดพอร์ตลงทุนในหุ้นซึ่งพวกเขาเชื่อเริ่มมีมูลค่าที่สูงเกินไป หรือ Overvalue แล้ว โดยหันมาลงทุนในทองคำเป็นกลยุทธ์ลงทุนเพื่อใช้ประกันความเสี่ยง ส่งผลให้ราคาทองเคลื่อนไหวที่ 1,253-1,257 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวขึ้นจากปลายปีที่แล้วที่ทรงตัวที่ 1,147 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะเดียวกันตลาดการเงินก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น จากหนี้ของรัฐบาลสหรัฐที่ชนเพดานสูงสุด ทำให้ส่วนต่างของสัญญาการแปลงสกุลเงินระยะ 5 ปี ที่พุ่งขึ้นเป็น 3.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับจากปี 2012 นอกจากนี้ ยังเป็นปัญหาของการลงทุนจากความกังวลที่มีต่อบรรยากาศการเมืองของยุโรปโดยเฉพาะการเลือกตั้งในปีนี้ของ 4 ประเทศสำคัญทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ที่หันมายึดนโยบายประชานิยมกันมากขึ้น รวมทั้งกระแสข่าวที่ชาวสก็อตแลนด์อาจจะขอโหวตเพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษกลับมาเป็นภาพหลอนอีก
1.ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาสหรัฐในค่ำคืนวันอังคาร หลังจากได้เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 20 มกราคม ยึดคำมั่นสัญญาที่จะใช้เม็ดเงินก้อนโตหลายล้านล้านดอลลาร์ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยในช่วงหาเสียงเขาสัญญาว่าจะใช้เงินลงทุนมากถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีนี้
ขณะเดียวกันทรัมป์เตือนที่จะใช้นโยบายตั้งกำแพงภาษีกับบางประเทศ เพื่อต้องการให้เกิดการค้าเสรีและเป็นธรรมกับสหรัฐ โดยที่ทรัมป์ได้ประกาศก่อนหน้านี้ที่จะกดดัน 2 ประเทศหลักๆ คือ จีน และเยอรมัน ซึ่งใช้สงครามค่าเงินเป็นเงื่อนไขคงความได้เปรียบทางการค้า รวมถึงมาตรการขึ้นกำแพงภาษี Border Tax อีก 35% สำหรับสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก หลังจากพบว่าบริษัทใหญ่ของสหรัฐ รวมทั้งเยอรมันได้มีการขยายลงทุนการผลิตในเม็กซิโกแล้วส่งสินค้าเข้ามาขายในสหรัฐ จนทำให้สหรัฐต้องขาดดุลการค้ากับเม็กซิโกถึงปีละ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ล่าสุดทรัมป์ได้ประเพิ่มงบในด้านการทหาร 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ยืนยันจะไม่ตัดลดงบประมาณด้านประกันสุขภาพ โดยอาจจะตัดงบประมาณด้านการต่างประเทศที่มีการใช้จ่ายเงินช่วยเหลือประเทศต่างๆ แทน รวมถึงองค์การนาโต้ และบางหน่วยงานของสหประชาชาติ
2.ขณะที่บรรดาผู้บริหารกองทุนเก็งกำไร หรือเฮดจ์ฟันด์ ขนาดใหญ่ เริ่มทยอยปรับลดพอร์ตลงทุนในตลาดหุ้น แล้วหันมาลงทุนในทองคำเพื่อปรับความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาทองปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ จากระดับราคาช่วงสิ้นปี 2016 ที่ 1,147 ดอลลาร์ ขึ้นมามากกว่า 100 ดอลลาร์มาเคลื่อนไหวเหนือระดับราคา 1,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์
โดยที่ผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์เชื่อว่า ราคาหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในภาวะที่เรียกว่า Overvalue คือมีการซื้อที่มากเกินไปจนดันราคาสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นรายวัน โดยเฉพาะ S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ปรับตัวขึ้นมาถึง 10% นับตั้งการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน ขณะที่ผลกำไรต่อหุ้นในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเพียง 1% เพราะผลดีจากการลดภาษีจะยังไม่ส่งผลต่อผลประกอบการในปีนี้ แต่จะเกิดขึ้นในปี 2018
ส่วน S&P 500 ปิดตลาดวันจันทร์ที่ 2,369 เพิ่มขึ้น 0.1% ส่วนดาวโจนส์และ Nasdaq ยังคงทำสถิติสูงสุดรายวันที่ 20,837 และ 5,861 ตามลำดับ จากการคาดหวังของนักลงทุนรายย่อยที่เดิมพันต่อการใช้เงินก้อนโต และนโยบายลดภาษีเงินได้ของทรัมป์เพื่อกระตุ้นจีดีพีสหรัฐเติบโต 3-4% ต่อปี
3.David Stockman หนึ่งในกูรูการเงินสหรัฐ เตือนว่าสัญญาณส่วนต่างประกันความเสี่ยงของสหรัฐพุ่งขึ้นอีกครั้งในรอบ 5 ปี จากการที่หนี้ของรัฐบาลสหรัฐพุ่งชนเพดานที่ 20 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้อัตราค่าประกันความเสี่ยงในการแปลงสกุลเงินหรือการทำสว็อป พุ่งขึ้นที่ระดับ 3.75% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดจากปี 2012
โดยที่ David Stockman กล่าวเตือนอีกว่า ภาวะที่รัฐบาลสหรัฐจะเกิด Shut down อาจจะเกิดขึ้นอีกถ้าไม่มีเงินให้ไถ่ถอนบอนด์ หรือไม่มีการนำมาตรการอื่นมาทดแทนการใช้เงินประกันสุขภาพจำนวนมหาศาลของ Obamacare และสิ่งที่จะตามมาก็คือ ไม่มีการปรับลดภาษีเกิดขึ้น แม้กระทั่งการจะใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน
4.นอกจากนี้ ยังเป็นปัญหาของการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น จากความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อบรรยากาศการเมืองของยุโรปโดยเฉพาะการเลือกตั้งในปีนี้ของ 4 ประเทศสำคัญทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ที่หันมายึดนโยบายประชานิยมกันมากขึ้น รวมทั้งกระแสข่าวที่ชาวสก็อตแลนด์อาจจะขอโหวตเพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษกลับมาเป็นภาพหลอนอีก ส่งผลต่อเงินปอนด์ร่วงลงที่ระดับ 1.24 ดอลลาร์อีกครั้ง
ขณะที่ปัญหาการกีดกันผู้อพยพประเทศที่เกิดสงครามในแอฟริกาทั้งจากซีเรีย หรือในตะวันออกกลางจากเยเมน ทำให้รัฐบาลโปแลนด์และฮังการี เพิ่มมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงชั้นที่ 2 ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งหลังเมื่อปีที่ผ่านมามีการสร้างกำแพงสกัดผู้อพยพมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้เกิดเป็นข้อขัดแย้งที่ร้อนแรงมากขึ้นในคณะกรรมาธิการของสหภาพยุโรป
5.ท้ายที่สุด ความผันผวนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไปถึงอัตราบอนด์ยีลด์ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐ หลังจากที่พุ่งขึ้นสูงสุด 2.69% ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทำให้ตลาดบอนด์เกิดการเทขายถล่มทลาย โดยมีการปรับตัวลดลงที่ 2.25% หลังจากตลาดเริ่มมีความหวังจะหยุดแรงขายบอนด์ แต่การสวิงตัวก็กลับเพิ่มขึ้นเป็น 2.37% ในขณะนี้ โดยที่ผู้บริหารกองทุนเชื่อว่า บอนด์ยีลด์จะไม่ลดลงต่ำกว่าระดับ 2% ในปีนี้ ซึ่งก็ยังสูงกว่าระดับ 1.36% ในช่วงเดือนสิงหาคม 2016
ขณะที่เงินดอลลาร์ก็ยังมีแรงเหวี่ยงสูง จาก Dollar Index ที่ขึ้นไปที่ 103.99 ช่วงปลายปี 2016 ค่อยๆไต่ลงจนหลุดระดับ 100 ที่ 99.50 เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่ทรัมป์ออกประกาศว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเกินไป อย่างไรก็ตาม ล่าสุด Dollar Index ยังคงแข็งค่ายืนเหนือ 101.22