พล.ต.อ.สุวรรณ กล่าวว่า การเสวนาดังกล่าว เป็นการเสวนาทำให้สังคมเข้าใจตำรวจผิด ตนอยากชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกจัดตั้งโดยรัฐบาล ตำรวจมีทั้งอาวุธ และมีทั้งปากกา รัฐบาลให้ตำรวจเป็นหน่วยงานเดียวในการจัดการประเทศให้เกิดความสงบสุข ดังนั้นตำรวจ จึงต้องเผชิญหน้ากับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ตำรวจไม่ใช่โจรและโจรไม่ใช่ตำรวจ เพราะคำว่าตำรวจคือนามธรรม บุคคลที่เป็นตำรวจอาจจะเป็นโจรหรือเป็นบุคคลไม่ดี แต่ไม่สามารถเหมารวมได้ว่าตำรวจทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นโจรหรือบุคคลไม่ดี การเหยียดหยามว่าตร.เป็นโจรนั้น ตนรับไม่ได้ เพราะหากตร.เลวร้ายหมด ประเทศก็คงอยู่ไม่ได้ จึงอยากวิงวอนให้คิดถึงตำรวจอีกด้านหนึ่ง ขณะนี้ประชาชนหรือหน่วยงานข้าราชการอื่นกำลังหลับอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องออกปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นปลอดภัยตลอดเวลา ตำรวจคือบุคคลที่ปิดทองหลังพระ
พล.ต.อ.สุวรรณกล่าวต่อว่า จากข้อมูลที่อาจารย์สังศิตกล่าวในงานเสวนาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีการรับเงินนั้นหรือไปกล่าวหาว่าตร.ทำผิดยิ่งกว่าคนติดยา เอาข้อมูลดังกล่าวจากไหน ไม่มีผลการวิจัยรองรับ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ตนขอคัดค้านข้อเสนอของการเสวนาดังกล่าว เรื่องการทุจริตของตร.นั้น ถ้าประชาชนไม่ให้ ตร.ก็รับไม่ได้ เหมือนการตบมือข้างเดียว มันไม่มีทางมีเสียงดังได้ การเสวนาดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อสะใจคนฟัง ชื่องานฟังแล้วเจ็บปวด ทำไมไม่ใช้ชื่อว่าจะปฏิรูปตำรวจอย่างไรจะเหมาะสมกว่า
พล.ต.อ.สุวรรณ กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจนั้นจะต้องมีอยู่แล้ว เนื่องจากสภาพสังคมนั้นเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งตำรวจก็มีการปรับเปลี่ยนการทำงาน อย่างไรก็ตามทางสมาคมจะไม่มีการฟ้องร้องคณะผู้จัดเสวนา แม้จะเข้าข่ายหมิ่นประมาทก็ตาม ทางสมาคมก็ยังไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่หากยังมีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่เรื่อยๆ จนหน่วยงานตำรวจเสียหายก็อาจมีการฟ้องร้องได้ ทั้งนี้ทางสมาคมก็มีการจัดตั้ง "ศูนย์พิทักษ์ธรรม" เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและตำรวจในการให้ความเป็นธรรมอยู่แล้ว ต่อไปก็คงอาจมีการชี้แจงเมื่อหน่วยงานตำรวจได้รับความเสียหาย