เนชั่นทีวี

ข่าว

ดาวโจนส์พุ่งทะลุดัชนี 20,000 สร้างประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท 120 ปี

26 ม.ค. 2560 | Ekkapon

ดาวโจนส์พุ่งทะลุดัชนี 20,000 สร้างประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท 120 ปี

ดาวโจนส์ทลายแนวต้าน 20,000 สร้างประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นวอลล์สตรีมในรอบ 120 ปีในเวลาเดียวกับที่ทรัมป์เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหารให้สร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก หลังจากลุ้นกันมาข้ามปีนับตั้งแต่ภายหลังจากที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ดาวโจนส์ทะยานขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 20,082 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในทิศทางเดียวกันหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐทะยานเหนือ 5,600 ซึ่งเป็นจุดแข็งแกร่งที่สุดนับจากวิกฤติดอทคอมในช่วงก่อนปี 2000


ขณะเดียวกันนักลงทุนเทขายดอลลาร์ บอนด์ และทอง ส่งผลราคาสินทรัพย์ดังกล่าวดิ่งลง โดย Dollar Index ปิดที่ระดับปริ่มๆ 100 ที่ 100.03 หลังจากหลุดลงไปที่ 99.90 สวนทางบอนด์ยีลด์ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐที่พุ่งขึ้น 2.52% กดดันราคาทองร่วงลงหลุดระดับ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์
1. ในที่สุดหุ้นสหรัฐทั้ง 3 ตลาดหลักแรลลี่เดินหน้าเรียงเป็นกระดานสร้างสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยที่ดาวโจนส์สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์รอบ120 ปีของวอลล์สตรีท ทะลุระดับ 20,000 โดยปิดที่ 20,068 พุ่งขึ้น 155 จุดหรือ 0.78% เช่นเดียวกับ S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐพุ่งขึ้นเฉียดระดับ 2,300 ปิดที่ 2,298 และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาด Nasdaq ที่เดินหน้าพุ่งขึ้นทะลุระดับ 5,600 แล้วปิดที่ 5,6562. ดัชนีดาวโจนส์สร้างประวัติศาสตร์หุ้นวอลล์สตรีทจนสามารถสร้างสถิติสูงสุดในรอบ 120 ปีหลังจากที่ผ่านพ้นมาทั้งหุ้นบูมและหุ้นฟุบจากอิทธิพลการเลือกตั้งประธานาธิบดีถึง 22 คนและก้าวผ่านภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาถึง 22 ครั้ง โดยทำสถิติเพิ่มขึ้น 500 เท่านับจากปี 1896 ซึ่งมีระดับดัชนีที่ 40.94 จากนั้นในปี 1906 ก็ทำสถิติใหม่ที่ดัชนีระดับ 100 ในปี 1929 เป็นช่วงที่ดาวโจนส์ตกต่ำมากที่สุดเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำครั้งรุนแรงที่สุด จนถึงปี 1972 ดาวโจนส์สร้างสถิติใหม่ที่ 1,000 หลังจากที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ปลดปล่อยเงินดอลลาร์ที่อิงกับมาตรฐานทองคำ โดยหันมิท์เงินดอลลาร์ที่ไม่ต้องมีทุนสำรองหนุนหลังดาวโจนส์พุ่งขึ้นเหนือระดับ 10,000 ในปี 1999 เพราะกระแสหุ้นดอทคอมพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในวอลล์สตรีท ก่อนที่ฟองสบู่หุ้นดอทคอมแตกพังทลายลง หลังจากนั้นห้าวสู่ช่วงวิกฤติการเงินและวิกฤติซับไพรม์สหรัฐช่วงปี 2008-2012 จากนั้นไต่ระดับขึ้นมาในปี 2013 ที่ 15,000ท่ามกลางการใช้เงิน QE เข้ามาหนุนซื้อหุ้นของธนาคารกลางที่เป็นเสาหลักของโลกร่วมมือกันกู้วิกฤตการณ์ จนล่าสุดทะยานขึ้นที่ระดับ 19,000-20,000 ในช่วงทีมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถคว้าชัยชนะมาได้ โดยประกาศว่าจะอยู่บริหารประเทศนานถึง 8 ปีนับจากนี้ไป3. ดัชนีหุ้น S&P 500 ซึ่งถูกจับตามองมากที่สุดจากนักลงทุนทั่วโลก จากการที่พุ่งขึ้นไปเฉียด 2,300 ตั้งแต่ต้นปี 2017 อาจจะเร็วกว่าที่ก่อนหน้านี้ยังนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าปีนี้ทั้งนี้น่าจะเคลื่อนไหวที่ 2,300-2,350 มีเพียง Credit Suisse ที่ออกบทวิเคราะห์ที่มีออฟชั่นล่าสุดว่าการเคลื่อนไหวของ S&P 500 อาจขึ้นไปสุดโต่งสูงสุดถึง 2,500 ก่อนจะดิ่งลงที่ 2,000 ในปีนี้ โดยที่ความผันผวนที่เกิดขึ้นมาจากอิทธิพลนโยบายของทรัมป์ จนกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ต้องเฝ้าระวังกันนับจากนี้ปี4. ปัจจัยเสี่ยงอีกด้านหนึ่งที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินโลก ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะมีการปรับตัวสูงขึ้นแต่ก็ถูกมองว่ายิ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นรุนแรงมากขึ้น จากผลการศึกษาของ Invesco ที่พบว่าบรรดาธนาคารกลางหลักของโลกกำลังเตรียมพิมพ์เข้าซื้อหุ้นอีกในปีนี้ เนื่องจากว่าในช่วงวิกฤติการเงินสหรัฐครั้งล่าสุดปี 2008-2009 นั้น ทำให้บรรดาธนาคารกลางได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 80% เข้าซื้อบอนด์ภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้น 43% และซื้อบอนด์รัฐบาลประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้น 22%ถึงว่านับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นปริมาณมหาศาล โดยมาจากการเทขายบอนด์จากทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดบอนด์สหรัฐที่มีอัตราบอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นจาก 1.82% เป็นสูงสุดที่ 2.59% ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2016 ซึ่งมีการปรับตัวลดลงที่ 2.35% ล่าสุดกลับขึ้นมายืนเหนือ 2.52% อีกครั้งจากแรงเทขายซึ่งส่งผลต่อราคาบอนด์ให้ร่วงลงอย่างรวดเร็วขณะนี้ จะถึงคราวที่ตลาดบอนด์ใกล้ฟองสบู่แตก โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐหากพุ่งขึ้นไปที่ 2.75% เป็นจุดอันตรายจากการทำนายของโกลด์แมน แซคส์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าจุดอันตรายน่าจะอยู่ที่ 3% ส่วน Credit Suisse มีการมองสุดโต่งว่าจะขึ้นไปที่ 3.5%ทั้งนี้ความเสี่ยงที่ตลาดบอนด์โลกจะแตกหรือไม่ คงต้องจับตาที่ธนาคารกลางสหรัฐจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างไรในปี 2017 นี้5. จากสัญญาณที่การแข็งค่าของเงินดอลลาร์เริ่มแยกออกจากบอนด์ยีลด์นับจากวันอังคารที่ผ่านมา บ่งบอกถึงความเสี่ยงเนื่องจากความไม่แน่นอนในนโยบายของทรัมป์หลังจากที่พยายามดึงเม็ดเงินลงทุนจากตลาดเงินโลกเข้าสู่สหรัฐ ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 14 ปี โดย Dollar Index ปิดที่ระดับปริ่มๆ 100 ที่ 100.03 หลังจากหลุดลงไปที่ 99.90 เมื่อวันพุธ จากที่ Dollar Index ได้ขึ้นไปแตะที่ 103.99 เมื่อเดือนธันวาคม 2016แต่มาในวันนี้ทั้งทรัมป์และรัฐมนตรีคลังคนใหม่ Steven Mnuchin เริ่มกลับลำพูดถึงเงินดอลลาร์ที่แข็งค่ามากเกินไปในขณะนี้ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์โงหัวลงสวนทางบอนด์ยีลด์ที่พุ่งขึ้น ทำให้ทิศทางของเงินดอลลาร์กลายเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอน ซึ่งจะสะท้อนกลับมาที่ความผันผวนของค่าเงินที่มีความเสี่ยงมากขึ้นในปี 2017 นี้ โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มประเทศเอเชียที่ต้องหามาตรการมารับมือมากขึ้น

ข่าวล่าสุด