เนชั่นทีวี

ข่าว

โลกเขย่า! สหรัฐถอน TPP - รื้อสัญญา NAFTA จับตาทบทวน CAFTA

25 ม.ค. 2560 | te

โลกเขย่า! สหรัฐถอน TPP - รื้อสัญญา NAFTA จับตาทบทวน CAFTA

บทบาทที่สุดโต่งของทรัมป์ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ได้ทำให้โลกตกอยู่ในภาวะเหมือนถูกเขย่าจนเกิดอาการตื่นเต้นอย่างรุนแรงจากการถอนตัวของสหรัฐออกจาก TPP โดยที่ทรัมป์มีนัดหมายที่จะมีนัดหมายเจรจากับนายกรัฐมนตรีแคนาดาและประธานาธิบดีของเม็กซิโกในวันที่ 31 มกราคมนี้ เพื่อรื้อสนธิสัญญาการค้า NAFTA

โดยที่ทรัมป์ให้สัญญากับสหภาพแรงงานหลังจากการพบปะกันครั้งแรกที่ทำเนียบขาวเมื่อวานนี้ ได้ยืนยันถึงการที่จะยุติการค้าซึ่งส่งผลต่อแรงงานและการจ้างงาน โดยเขาเชื่อว่าการค้าภายใต้ทวิภาคีจะช่วยปกป้องผลประโยชน์การจ้างงานและภาคการผลิตในสหรัฐ มากกว่าการค้าร่วมกับหลายฝ่าย
ถัดจากนั้นทรัมป์ได้พบปะกับ 12 ผู้นำธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของสหรัฐ หารือถึงหนทางที่จะดึงเม็ดเงินกลับเข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อทำให้สหรัฐเป็นประเทศยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเม็ดเงินหว่า 2.3 แสนล้านล้านดอลลาร์ที่ไหลเข้าไปลงทุนในจีนในรอบทศวรรษที่ผ่านมา1.โดยภาพการเจรจากับสหภาพแรงงาน และ 12 ผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐ เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันวานนี้ ทันทีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้วิจารณ์นโยบายเจรจาดีลการค้าของสหรัฐในรอบทศวรรษที่ผ่านมาภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งส่งผลให้เกิดความหายนะต่อการจ้างงานและภาคการผลิตของสหรัฐนั้นและหลังจากที่ทรัมป์ได้เซ็นในคำสั่งฝ่ายบริหารถอนตัวจากข้อตกว่าด้วยหุ้นส่วนยุทธศาสตร์การค้าเอเชีย-แปซิฟิก หรือ TPP (Trans-Pacific Partnership), จากนี้ไปจะยังมีการทบทวนสถานภาพการค้ากับจีน (China PNTR) รวมถึงการเฝ้าดูเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ที่สหรัฐเรียกว่าCAFTA และ NAFTA ซึ่งทีมงานของทรัมป์ถือว่าสนธิสัญญาทางการค้าต่างๆ ดังกล่าวล้วนเป็นการทำให้สหรัฐตกอยู่ในภาวะย่ำแย่ที่สุดในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลกระทบที่เป็นปัญหาต่อการจ้างงานของคนอเมริกันนอกจากนี้ทรัมป์ยังได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารในคำสั่งให้เดินหน้าสร้างท่อส่งน้ำมันขนาดใหญ่ Keystone XL ที่ถูกยกเลิกไปโดยโอบามาซึ่งจะนำน้ำมันดิบจาก Canada ลงใต้ผ่านหลายรัฐในสหรัฐ และไปสิ้นสุดที่ Louisiana โดยไม่สนใจการคัดค้านและประท้วงจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมานานหลายปี โดยหวังว่าโครงการดังกล่าวจะทำให้เกิดการจ้างงานคนอเมริกันที่เพิ่มขึ้นอีก 20,000-30,000 คน2.ทางด้านปฏิกิริยาของตลาดการเงินยังคงหวั่นไหวต่อความไม่แน่นอนต่อผลงานของทรัมป์เพียงช่วง 5 วันที่เหยียบย่างเข้าสู่ทำเนียบขาว ในขณะที่ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐ ดีดตัวแยกออกจากกันเป็นครั้งแรกหลังจากการเลือกตั้ง โดยสัญญาณแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐที่อาจจะพุ่งขึ้นเนื่องจากนโยบายเร่งการลงทุนเพื่อหนุนจีดีพีเติบโตสูง 4% ต่อปีของทรัมป์ ส่งผลให้ Dollar Index ร่วงลงที่ 100.22 สวนทางบอนด์ยีลด์ 10 ปีที่พุ่งขึ้นอีกครั้งแตะ 2.44%
3.ขณะที่ส.ส.พรรครีพับลิกัน ได้สร้างกระแสของความกดดันที่เพิ่มขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเสนอกฎหมายที่เรียกว่า American Sovereignty Act of 2017 เพื่อให้มีผลต่อสหรัฐในการถอนตัวออกจากองค์การสหประชาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวพันกับองค์การสหประชาชาติ หลังจากที่ทรัมป์ได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะถอนตัวจากนาโต้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติสหรัฐ (ส.ส.) แต่จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา และสภาคองเกรส ต่อไป4.ขณะที่ทั่วโลกยังคงเฝ้าจับตาการขับเคลื่อนของ Brexit เมื่อศาลฎีกาสูงสุดของอังกฤษมีมติ 8 ต่อ 3 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ให้กระบวนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ จะดำเนินการต่อได้ต้องผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์ ยืนยันที่จะดำเนินการตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน โดยเสนอแผนการต่อรัฐสภา ก่อนที่กระบวนการถอนตัวของอังกฤษจะเริ่มขึ้นเพื่อทำการเจรจาในช่วง 2 ปีนับจากนี้ไป5.จากการศึกษาของ Invesco ในจำนวน 18 ผู้จัดการบริหารกองทุนสำรองเงินตราให้กับบรรดาธนาคารกลางหลักๆ ของโลก พบว่ามีการลงทุนเพิ่มขึ้น 80% ของธนาคารกลางมีการเข้าลงทุนในตลาดหุ้น และเพิ่มขึ้น 43% ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของภาคธุรกิจเอกชน ส่วนการลงทุนในบอนด์รัฐบาลเพิ่มขึ้น 22% หลังจากในรอบ 8 ปีที่เกิดวิกฤติการเงินสหรัฐ โดยที่บรรดาธนาคารหลักต่างๆ มีการพิมพ์เงินเพิ่มขึ้น 11 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อกอบกู้วิกฤติ ได้เข้าลงทุนถือสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่างๆ ดังกล่าวตลอดมาโดยมีรายงานที่ชี้ว่าขณะนี้ธนาคารกลางข้างต้นดังกล่าวเตรียมการที่จะเช้าลงทุนเพิ่มขึ้นในตลาดหุ้นอีก อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์ในวอลล์สตรีท มองว่า หากสถานการณ์เป็นจริง จะยิ่งทำให้ราคาหุ้นทั่วโลกมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ข่าวล่าสุด