นับตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน มาจนถึง 20 มกราคม หลายคนยังคงไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่านักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้โด่งดังแห่งนครนิวยอร์กและไร้ซึ่งประสบการณ์ทางการเมืองวัยย่าง 71 ปีผู้นี้ จะชนะการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ มาได้ รวมทั้งดับฝันของ "ฮิลลารี คลินตัน" กันแบบหักปากกาเซียน แม้ว่าเธอจะมีคะแนนป๊อบปูลาร์โหวตนำห่างถึงเกือบ 3 ล้านเสียง แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะ "โดนัลด์ เจ ทรัมป์" ได้เข้าพิธีสาบานตนต่อหน้าสักขีพยานหลายแสนคน บนถนนเพนซิลเวเนีย กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ตามต่อด้วยสุนทรพจน์ที่สร้างความหวาดวิตกให้กับคนทั่วโลกว่า America First หรือ อเมริกาต้องมาก่อน
ตลอดช่วงเวลาสองเดือนเศษๆ นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมาย หรือที่เรียกกันว่า "ช่วงเปลี่ยนผ่าน" ชาวอเมริกันไม่น้อยคาดว่าทรัมป์จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ลดพฤติกรรมหยาบกระด้าง วาจาที่โผงผาง และกลับมาเป็นมิตรกับสื่อมากขึ้น แต่ทรัมป์ก็ยังเป็นทรัมป์อยู่วันยังค่ำ ระหว่างการแถลงข่าวครั้งแรกในรอบเกือบ 6 เดือน ณ ตึกทรัมป์ทาวเวอร์ในนครนิวยอร์กท่ามกลางกระแสข่าวลือว่ารัสเซียแบล็คเมล์เขาด้วยเทปลับที่ทรัมป์จ้างโสเภณีสาว 2 คนให้มาปัสสาวะโชว์ที่ห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก เมื่อครั้งที่เขาเยือนรัสเซียในปี 2556
แน่นอนว่าทรัมป์ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้อย่างขึงขัง แถมบอกด้วยว่ามีฝ่ายข่าวกรองจงใจเผยข่าวลวงนี้ออกมาเพื่อหวังดิสเครดิต งานนี้นักข่าวที่มากันจนล้นห้องประชุมต่างก็แย่งกันยกมือถาม แต่สำหรับผู้สื่อข่าวช่องซีเอ็นเอ็นซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับทรัมป์มาตั้งแต่ต้นกลับไม่ได้รับโอกาสนั้น แม้จะพยายามเอ่ยคำถามหลายครั้ง แต่ทรัมป์ก็ไม่ยอมฟังและพูดแทรก จนกลายเป็นการปะทะคารมย่อมๆ ที่จบลงด้วยคำพูดที่ว่า "ซีเอ็นเอ็นคือช่องข่าวลวง"
สื่อกระแสหลัก คือสาเหตุที่ทรัมป์อ้างว่า เขาไม่สามารถเลิกใช้ทวิตเตอร์ได้ ถึงแม้จะเป็นประธานาธิบดีแล้วก็ตาม ทรัมป์บอกว่า "เขาเคยคิดที่จะทวีตให้น้อยลง แต่เพราะสื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเขาแบบไม่ซื่อสัตย์ เขาเลยต้องทวีตต่อไป และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาทวีต ข้อความนั้นก็จะกลายเป็นข่าวด่วนทันที" นอกจากนี้เขายังยืนยันจะใช้บัญชีส่วนตัว @Realdonaldtrump ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 20 ล้านคนต่อไป ไม่ใช้บัญชีของทางการ @POTUS ซึ่งมีผู้ติดตามน้อยกว่าที่ 13 ล้าน 7 แสนคน ขณะเดียวกันยังมีความพยายามที่จะย้ายห้องแถลงข่าวประจำทำเนียบขาวให้ไกลออกไปจากห้องทำงานรูปไข่ของประธานาธิบดีมากขึ้น โดยอ้างเหตุผลเรื่องพื้นที่ที่กว้างขวางกว่า แต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ เพราะสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวไม่ยอม ขอใช้ห้องเล็กๆ ที่รองรับนักข่าวได้เพียง 49 คนต่อไป งานนี้ทรัมป์เลยประกาศว่า คงต้องมีการเลือกนักข่าวกันบ้าง และมั่นใจว่าคงมีหลายคนที่ตื่นเต้นแน่ๆ
ไม่ใช่แค่ชาวอเมริกันกว่า 300 ล้านคนเท่านั้นที่กำลังจับตาความเคลื่อนไหวในวันแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็ประหวั่นพรั่นพรึงไปตามๆ กัน ว่าเขาจะกุมบังเหียนแดนอินทรีไปในทิศทางไหน เพราะจนถึงตอนนี้ นโยบายหลายด้านยังคงไร้ซึ่งความชัดเจน
ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ที่ประจำการอยู่ในประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศทั่วโลกราว 275 คน ในจำนวนนี้ 70 เปอร์เซ็นต์เป็นนักการทูตมืออาชีพ เติบโตมาตามสายงานในกระทรวงการต่างประเทศ แต่อีก 30 เปอร์เซ็นต์เป็นทูตทางการเมือง ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นคนใกล้ชิดท่านผู้นำ หรือไม่ก็เป็นนายทุนใหญ่ใจป้ำที่เคยช่วยเหลือทางการเงินในสมัยหาเสียง โดยทูตทางการเมืองมักจะถูกส่งไปประจำในประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและในเชิงยุทธศาสตร์
ตามธรรมเนียม ทูตทางการเมืองจะลาออกเมื่อประธานาธิบดีที่แต่งตั้งตัวเองมาหมดวาระลง แต่ก็มีบางกรณีที่ได้รับอนุญาตให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เพราะต้องการสะสางงานที่ค้างไว้ให้เสร็จ ขนย้ายข้าวของไม่ทัน หรือไม่ก็ต้องการรอให้ลูกเรียนครบเทอมก่อน แต่ในยุคของทรัมป์ ทูตทางการเมืองทุกคนถูกสั่งให้ออกจากตำแหน่งทันทีก่อนวันที่ 20 มกราคม โดยไม่มีข้อยกเว้น ส่งผลให้เอกอัครราชทูตราว 50 ตำแหน่งต้องว่างลง ทั้งทูตประจำยูเอ็น อียู อาเซียน นาโต วาติกัน อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ ซึ่งกว่าจะมีคนใหม่มาแทนได้ ก็ต้องรอให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งผ่านการรับรองของวุฒิสภาเสียก่อน ส่งผลให้เกิดสูญญากาศในแง่การทูตนานหลายเดือน โดยจนถึงขณะนี้ ทรัมป์ได้เสนอชื่อทูตคนใหม่ไปแล้วเพียง 3 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล ที่เขาเลือกเดวิด ฟรีดแมน นักกฎหมายและที่ปรึกษาคนสนิทซึ่งมีแนวคิดชัดเจนสนับสนุนการย้ายสถานทูตจากนครเทล อาวีฟไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งปาเลสไตน์จะใช้เป็นเมืองหลวงเช่นกันหากได้กลายเป็นประเทศเต็มตัว จนประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ต้องออกมาเตือนว่า นี่อาจทำลายสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ลงอย่างสิ้นเชิง
ในประเด็นการค้าระหว่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่พอจะบอกได้ก็คือ ทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรี เขาบอกว่า สหรัฐฯ มักทำแต่ขอตกลงทางการค้าที่เสียเปรียบ โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้าระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ที่จะต้องมีการแก้ไข ขณะที่ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือทีพีพีก็หมดอนาคต เพราะทรัมป์เตรียมถอนอเมริกาออกจากการเป็นสมาชิก ส่วนจีนที่ทรัมป์กล่าวหารัฐบาลว่าแทรกแซงค่าเงินเพื่อช่วยการส่งออก ก็เตรียมตัวเจอกำแพงภาษีนำเข้า 35 เปอร์เซ็นต์ได้เลย
ในเรื่องนี้ ประธานาธิบดีสี จี้นผิง ซึ่งเป็นผู้นำจีนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เดินทางไปร่วมงานเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ไม่มีผู้ชนะในสงครามการค้า และ นโยบายปกป้องการค้าก็เหมือนกับการขังตัวเองอยู่ในห้องมืด ไร้ซึ่งแสงสว่างและอากาศหายใจ ขณะที่สื่อของทางการจีนอย่างหนังสือพิมพ์เดอะ โกลบอล ไทม์ส ออกบทบรรณาธิการว่า หากต้องเข้าสู่สงครามการค้าจริง ในที่สุดแล้วจีนจะเป็นผู้ชนะเหนืออเมริกา
นาโต หรือ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ คือความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ และประเทศในทวีปยุโรปเพื่อป้องกันภัยจากระบอบคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีหลักการอยู่ว่า การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็เสมือนกับการโจมตีทุกประเทศของนาโต แต่ล่าสุด ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสื่อยักษ์ใหญ่ของยุโรป บอกว่านาโตนั้นล้าสมัย แล้วแบบนี้ประเทศพันธมิตรโดยเฉพาะในยุโรปตะวันออกจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าหากโดนรัสเซียพยายามมาใช้กำลังยึดไป อเมริกาจะมาช่วยจริงๆ
นอกจากนี้ทรัมป์ได้วิจารณ์สหภาพยุโรปหรืออียูด้วยว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่อียูเกิดขึ้นมาได้ก็เพื่อต้องการเอาชนะสหรัฐฯ ในเรื่องการค้า เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เคยแคร์เลยว่าอียูจะล่มหรือไม่ ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ ในบทสัมภาษณ์เดียวกันทรัมป์ยังวิจารณ์ผู้นำหญิงเหล็กแห่งเยอรมนี แองเกลา แมร์เคิลว่า ทำผิดมหันต์ที่ปล่อยให้ผู้อพยพนับล้านคนเข้ามา และขู่ "บีเอ็มดับเบิ้ลยู" บริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมันว่า "หากคิดจะส่งรถที่ผลิตในเม็กซิโกเข้ามาขายในอเมริกา แบบไร้ซึ่งภาษี 35 เปอร์เซ็นต์แล้วล่ะก็ มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"
ในด้านสิ่งแวดล้อม มีงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า หาก 125 ประเทศที่ให้สัตยาบันตามความตกลงปารีส ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมได้ น้ำแข็งขั้วโลกใต้ที่ละลายจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 1 เมตรภายในสิ้นศตวรรษนี้ และ 15 เมตรภายในศตวรรษถัดไป เท่ากับว่าเมืองที่ติดชายฝั่งทะเลหรือแม่น้ำกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงมหันต์ แต่ประธานาธิบดีคนใหม่กลับเห็นว่างานและเงินสำคัญกว่าสิ่งแวดล้อม ในช่วงหาเสียง ทรัมป์ขู่จะให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงปารีสซึ่งประธานาธิบดีโอบามาเป็นหัวหอกสำคัญ เพื่อที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง และบอกว่านี่จะช่วยสร้างงานได้หลายล้านตำแหน่ง
ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ ริกซ์ ทิลเลอร์สัน คืออดีตผู้บริหารเอ็กซอนโมบิล บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ตีซี้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย จนได้สัมปทานร่วมขุดเจาะน้ำมันในขั้วโลกเหนือมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 16 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ริค เพอร์รี อดีตผู้ว่าการรัฐเท็กซัสและว่าที่รัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ และไรอัน ซิงเก้ ส.ส.รัฐมอนทาน่าและว่าที่รัฐมนตรีมหาดไทยคนใหม่ยังเป็นผู้ที่ไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นจริง แต่ที่น่าตกใจที่สุดก็คือตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมหรืออีพีเอคนใหม่ที่มีนามว่า สก็อต พรูอิตต์ เพราะอัยการสูงสุดแห่งรัฐโอกลาโฮมาคนนี้คือคนที่เคยฟ้องอีพีเอมาแล้วถึง 14 ครั้ง หนึ่งในนั้นคือความต้องการคว่ำแผนพลังงานสะอาด
จากการประเมินในปี 2558 พบว่า โลกเรามีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 15,000 ชิ้น ทั้งหมดถูกครอบครองโดย 9 ประเทศ และ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นของรัสเซียกับสหรัฐฯ แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ระเบิดนิวเคลียร์เพียง 100 ลูกก็สามารถทำลายล้างโลกได้แล้ว ทั้งการทำลายล้างโดยตรง และทางอ้อมที่ฝุ่นควันจะลอยขึ้นไปบดบังแสงอาทิตย์นาน 25 ปี และทำลายชั้นโอโซนเกือบทั้งหมด จนส่งผลให้โลกเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง
ตอนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์มีระเบิดนิวเคลียร์กว่า 7 พันลูกอยู่ในมือ แต่นโยบายด้านนิวเคลียร์ของเขากลับย้อนแย้ง ครั้งหนึ่งเขาบอกว่า เขาจะเป็นคนสุดท้ายที่ใช้ระเบิดนิวเคีลยร์ และต้องการจะทำข้อตกลงกับรัสเซียเพื่อลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทรัมป์ก็บอกด้วยว่า เขาไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ เพราะสหรัฐฯ ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับข้าศึกตลอดเวลา มิหนำซ้ำยังติด้วยว่าอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ นั้นเก่าคร่ำครึ จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะรัสเซีย
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะค่อยๆ เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าทรัมป์จะนำพาอเมริกาไปในทิศทางไหน เริ่มจากห้วงเวลา 100 วันแรก ที่ชาวอเมริกันมักมองว่า เป็นช่วงแห่งการวางนโยบายที่สำคัญทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นภายใน 4 ปีนี้ ทรัมป์ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่า เขาคือผู้นำที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งตามคำโฆษณาชวนเชื่อ เพราะคะแนนนิยมในช่วงเปลี่ยนผ่านของเขาที่สำรวจโดย แกลลัพ โพลล์ พบว่า อยู่ที่เพียง 48 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าโอบามาที่ 75 เปอร์เซ็นต์เมื่อ 8 ปีก่อน และต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี
ระหว่างการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า คำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาอยากบอกกับทรัมป์ก็คือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือตำแหน่งที่มีปริมาณงานมากมายจนคุณไม่สามารถทำคนเดียวได้ คุณต้องฟังทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่เห็นด้วยกับคุณในทุกเรื่อง และลึกๆ แล้ว เขาคิดว่ามันจะออกมาโอเค เพราะในประเทศนี้ยังมีคนดีมากกว่าคนเลว