ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 20 ม.ค.60 เวลา 11.00 น. นายสุพรธรรม มงคลสวัสดิ์ อายุ 50 ปี ผู้พิการเหลือร่างกายท่อนบน ซึ่งเป็นครูและเลขานุการโรงเรียนวัดมหาไถ่ พร้อมด้วยกลุ่มพิการรวม 98 คนได้เดินทางมาโดยรถวีลแชร์ จากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลาดพร้าว มายังศาล เพื่อยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลย เรื่องกระทำละเมิด เรียกค่าเสียหายจากกรณีที่ กรุงเทพมหานคร ไม่ดำเนินการสร้างลิฟท์อำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการในการใช้บริการรถไฟฟ้า BTS โดยเร็วตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ขณะที่ยื่นฟ้องครั้งนี้ กลุ่มผู้พิการ ยังยื่นคำร้องขอยกเว้นการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลด้วย โดยอ้างสิทธิ์ ตามพ.ร.บ.คนพิการ
โดยคำฟ้องบรรยายพฤติการณ์ความเสียหายสรุป ว่า นายสุพรชัย โจทก์ พิการเป็นโปลิโอ ขาอ่อนแรงต้องตัดขาทั้งสองออก ซึ่งเป็นคนพิการตามนัยของพ.ร.บ.คนพิการฯ ที่มีข้อจำกัดไม่อาจใช้ชีวิตประจำวันเหมือนคนทั่วไป ส่วนกรุงเทพมหานคร จำเลย มีอำนาจหน้าที่ในการจัดวิศวกรรมจราจร การขนส่ง การควบคุมอาคาร สาธารณูปโภค มีพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าการฯ ซึ่งจำเลยได้จัดให้บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริการสาธารณะ คือรถไฟฟ้า BTS โดยโจทก์เรียกร้องให้จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ เช่น ลิฟท์ เพื่อเป็นหลักประกันในสิทธิ เสรีภาพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะได้ใช้ชีวิตเท่าเทียมคนทั่วไปเพราะโจทก์เดือดร้อน ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีการทำลิฟท์รับส่งคนพิการให้ครบ 23 สถานี และไม่จัดทำอุปกรณ์อำนวนความสะดวกแก่ความพิการ
ซึ่งโจทก์ เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้จัดทำลิฟท์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ภายใน 1 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษา ซึ่งครบกำหนด 21 ม.ค.59 ทั้งนี้เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาแล้ว ทำให้เกิดการรับรองสิทธิ์ของโจทก์ตามกฎหมาย แต่จำเลยก็ยังไม่ปฏิบัติ ซึ่งมีลิฟท์ที่ใช้ได้เพียง 3 สถานี ที่เหลือไม่มีและไม่ครบถ้วน อีกทั้งยังไม่จัดให้มีจุดจอดรถคนพิการ โดยจำเลยเพิกเฉยไม่เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหา ทั้งที่เป็นหน่วยงานรัฐมีอำนาจบังคับแก่หน่วยสาธารณูปโภคต่างให้ปฏิบัติกลับละเลย ถือว่าเป็นการจงใจละเมิดโจทก์ ที่ต้องเสียหายจากการมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การไม่ได้รับความสะดวกต่างๆ ที่คำนวณเป็นเงินวันละ 1,000 บาท รวม 361,000บาท ต่อ 1 คน โจทก์ จึงมาฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลบังคับจำเลยตามฟ้องด้วยภายหลังนายวรกร ไหลหรั่ง ทนายความโจทก์ เปิดเผยว่า ตนป่วยเป็นโรคขาอ่อนแรง ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็น จึงรวมตัวกันมาได้ 98 คน จาก 200 คน เดินทางมาศาลแพ่งเพื่อยื่นฟ้องคดี
ด้านนายสนธิพงศ์ มงคลสวัสดิ์ทีมทนายความ กล่าวว่า คดีนี้ยื่นฟ้อง เป็นคดีแบบกลุ่มหรือคลาสแอ็คชั่น เป็นวิธีการใหม่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คือไม่ต้องฟ้องทั้ง 98 คน หรือ 200 คน แต่ยื่นฟ้องไปคนเดียวก่อน ถ้าศาลรับฟ้องแล้วค่อยร่วมเป็นโจทก์ต่อไปเพราะมูลความแห่งคดีเหมือนกัน
โดยศาลแพ่งรับไว้เป็นคดีดำ พ.246/2560 และนัดไต่สวนการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลวันเดียวกับวันนัดสืบพยานวันที่ 30 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งการไต่สวนขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล เราจะอ้างเหตุตาม พรบ.ส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ทั้งนี้ปัจจุบันมีคนพิการทั่วประเทศ 2 ล้านคน ที่รอรับการดำเนินการจากรัฐในเรื่องความสะดวกในการใช้ชีวิตทัดเทียมคนทั่วไป
ด้านนายธีรยุทธ สุคนธวิท ประธานเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (Transport for All) เปิดเผยว่า เครือข่ายคนพิการรวมตัวฟ้อง กทม.ต่อศาลแพ่ง กรณีที่กรุงเทพมหานาคร ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง ที่ระบุให้มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ โดยเฉพาะการสร้างลิฟต์ จำนวน 23 สถานี ภายในเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 21 ม.ค.58 ซึ่งจากระยะเวลาตอนนี้ครบ 2 ปีแล้ว แต่สิ่งที่เห็นคือ โครงร่างการก่อสร้างเท่านั้น โดยเมื่อปีที่แล้วหลังครบเวลาคำสั่งศาล เครือข่ายฯได้สอบถามไปยัง กทม.เคยประกาศว่าจะสร้างให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.59 แต่ก็ไม่ได้มีความคืบหน้ามากนัก และ กทม.กลับไม่เร่งดำเนินการ จึงรวมตัวมาทวงถามอีกครั้ง เพราะมันคือความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯ ต้องการสื่อไปถึงผู้บริหาร กทม.ว่า ลิฟต์เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะคนพิการหรือคนที่ต้องใช้รถเข็นไม่สามารถนำรถเข็นขึ้นบันไดได้ จึงอยากให้ กทม.เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะเป็นปัญหาที่ค้างคามานานมากตั้งแต่ปี 2538 ที่มีการสร้างรถไฟฟ้า (BTS) และในวันนี้ทางเครือข่ายฯจะเดินทางไปยังศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายวันละ 1,000 บาทต่อคนต่อวัน หากชนะคดีจะนำเงินที่ได้ไปไว้เพื่อใช้สร้างสาธารณูปโภคเพื่อคนพิการต่อไป