เนชั่นทีวี

ข่าว

"PRIMETIME กับ เทพชัย" :ครู...บนเส้นทางเสี่ยง 3 จังหวัดชายแดนใต้

16 ม.ค. 2560 |

"PRIMETIME กับ เทพชัย" :ครู...บนเส้นทางเสี่ยง 3 จังหวัดชายแดนใต้

6 นาฬิกาทุกเช้า ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ชฎาพร ศรีเส้ง และเพื่อนครู พร้อมสำหรับภารกิจ ที่อาจจะดูเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่มีอาชีพเป็นครูในพื้นที่อื่นๆ แต่ระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร ที่เธอต้องเดินทุกวัน จากบ้านพักเพื่อไปสอนหนังสือที่ กศน.อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เป็นเส้นทางที่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น แต่วันที่ 28 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่ชีวิตของชฎาพร ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง

 เช้าวันนั้นชฎาพรและเพื่อนร่วมอาชีพ สุณิสา บุญเย็น กำลังเดินทางไปร่วมกิจกรรมย้อมผ้าสีดำให้กับชาวบ้านที่ อำเภอมายอ เพื่อร่วมไว้อาลัยให้กับการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสิ่งที่เธอและครูทุกคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลัวที่สุดว่าจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นจริงๆ  เธอถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บสาหัส ขณะที่เพื่อนของเธอเสียชีวิต  เช้าวันแรกที่ชฎาพรเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ หลังรอดชีวิตจากเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต จุดตรวจของทหารที่ตั้งอยู่เป็นระยะๆ ตลอดเส้นทาง 30 กิโลเมตร ระหว่างบ้านเธอที่อำเภอปานาแระและโรงเรียนที่อำเภอมายอ  ไม่ได้ช่วยคลายความกังวลของชฎาพรมากนัก "ถ้าพี่อยู่ในบริเวณบ้าน จะไม่กลัว ถ้าออกนอกบ้านไปตลาดปาลัส พี่ไม่กล้า แค่ตลาดใกล้ๆ ก็ไม่ไป บางครั้งหน้าบ้าน ก็ไม่กล้าออกไปนั่ง"  ชฎาพรยังจำเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียเพื่อนครูที่สนิทที่สุดของเธอได้อย่างไม่มีวันลืม และบาดแผลของเธอ "กระสุนโดนตรงชายโครง แขนสองข้าง ไหล่ด้านหลัง 4 ที่ และผ่าสะเก็ดกระสุนหน้าท้อง เย็บ 20 เข็ม" ชฎาพรกับสุณิสา เป็นคู่หูที่ทำงานด้วยกันมาตลอด 20 กว่าปี ตั้งปี 2537 สำหรับชฎาพร การสูญเสียครั้งนี้ เปรียบเสมือนครึ่งหนึ่งของชีวิตเธอ "ได้ตายลงไปด้วย" ชฎาพรจบการศึกษาปริญญาตรีที่วิทยาลัยครูยะลา ในปี 2529 และยึดอาชีพครูสอนหนังสือมาตลอด 30 ปี  ในปี 2553 เธอได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นที่ 5  หรือ "เบญจมาภรณ์ช้างเผือก"  ชฎาพรเป็นคุณแม่ลูกสาม สามีเป็นทหารพรานประจำอยู่ที่จังหวัดยะลา ส่วนตัวเธอนั้นอาศัยอยู่บ้านพักกับลูกๆ  ในอำเภอปานาแระ จังหวัดปัตตานี แน่นอนว่า ชฎาพรไม่ใช่ครูคนแรกที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำถามที่ถูกถามตลอดคือ อะไรทำให้ครู ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ต้องตกเป็นเป้าของกลุ่มก่อความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2547 มีครูที่เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว 185 คน และบาดเจ็บ 127 คน
 ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ บุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องไปร่วมงานศพของเพื่อนครูด้วยกัน และครั้งแล้วครั้งเล่า ที่บุญสมภาวนาว่าขอให้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ความพยายามของฝ่ายความมั่นคงในการรักษาความปลอดภัยให้ครู ยังไม่สามารถหยุดยั้งความรุนแรงได้ ทำไมครูถึงต้องเป็นเป้าของกลุ่มก่อความไม่สงบ เป็นคำถามที่บุญสมถามตัวเองมาตลอด "เหตุที่เค้ามองครูเป็นเป้าหมาย เพราะครูเป็นเป้าหมายอ่อนแอ ไม่มีพละกำลังไปต่อสู้กับผู้ก่อเหตุ สามารถเลือกกระทำการเมื่อไหร่ก็ได้ การแลกเปลี่ยน วิธีการของผู้ก่อเหตุ ถ้าเค้าถูกจับหรือถูกวิสามัญเมื่อไหร่ เป้าหมายแรกที่เค้าจะเอา คือทหารกับตำรวจ ถ้ากระทำกับสองกลุ่มนี้ไม่ได้ก็จะมองไปที่ครู และคนไม่หวังดีก็ไม่หวังให้การศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนพัฒนา ซึ่งรมช.ศึกษา พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ก็ลงมาบุกเบิก พัฒนาการศึกษาให้สวนทางกับความคิดของผู้ก่อเหตุ เค้าจึงพยายามหยุดยั้งการศึกษา ก็เลยทำร้ายครูให้กลัว มีผลให้หยุดเรียน ซึ่งทำให้มีผลต่อการศึกษา"
 เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเชื่อว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบรุ่นใหม่ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความรุนแรงที่ไม่เลือกเพศ สถานะ อาชีพและแม้แต่ศาสนา 
 "รุ่นใหม่ เรื่องความรักชาติ การแบ่งแยกดินแดนตามแนวทางของบีอาร์เอ็น จะน้อยลง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการตามเพื่อน ขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ คนที่ยังอยู่กับเราก็ดีอยู่ ถ้าเค้ากลับไปก็เหมือนเดิม ความเข้มในการก่อเหตุก็คงจะน้อย คือ สร้างคนเยอะ แต่ก่อเหตุน้อย ใช้ชีวิตตามปกติ" พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผบ.ฉก.ทพ.4อธิบายถึงแนวร่วมรุ่นใหม่ ในกลุ่มแนวร่วมรุ่นใหม่ของขบวนการก่อความไม่สงบ มี 2 คน ที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นผู้ลงมือทำร้ายชฎาพรและสุณิสาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายมาหะมะ สะอิ เป็นผู้ลั่นไก และนายซอบือรี เจ๊ะเห เป็นผู้ขี่จักรยานยนต์  เจ้าหน้าที่มีข้อมูลที่ทำให้เชื่อว่า ทั้ง 2 คนเคยก่อเหตุรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการสังหารสาวท้องแก่ 9 เดือน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 บริเวณหน้าตลาดปาลัส ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี และล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2559 เป็นผู้สังหารผู้ใหญ่บ้านบ้านหัวนอน ตำบลดอน อำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี
 คงไม่มีพื้นไหนในประเทศไทย ที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเท่ากับพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ดูเหมือนก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งความรุนแรงที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ยืนยันกับไพรม์ไทม์ว่า การวางกำลังตามจุดต่างๆ ของชุดคุ้มครองครูและการเดินลาดตระเวนลงลึกในพื้นที่ของทหารพราน ทำให้ตำบลโคกโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี  มีเหตุการณ์ลอบทำร้ายครูลดลง  แต่สำหรับชฎาพรดูเหมือนไม่มีอะไรที่จะทดแทนความเชื่อมั่นต่ออำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้
 ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ครูจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ  การลาดตระเวนระหว่างทางโดยเจ้าหน้าที่เพื่อคุ้มครองครูระหว่างการเดินทางไปและกลับจากโรงเรียนได้กลายเป็นภาพปกติ วันที่ทีมงานไพรม์ไทม์ลงพื้นที่  ผู้ใหญ่บ้านณิชารีย์ แววสุวรรณ ได้ออกมาร่วมลาดตระเวนกับชุดคุ้มครองหมู่บ้าน แน่นอนว่าสิ่งที่เธอและคนในพื้นที่อยากเห็นมากที่สุดคือความสงบสุขและปลอดภัย  
 "ตอนนี้ทางอำเภอ และแต่ละหน่วยงานเข้ามาพัฒนาตรงนี้ จะให้ปะแตเป็นที่ท่องเที่ยว ตอนนี้หมู่ 8 ราบู มีทะเลหมอกแล้ว มีน้ำตก เราไม่ต้องไปเบตงแล้ว เพราะตรงนี้ก็มี"  ปัจจุบันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่ละหมู่บ้านมีชุดคุ้มครองหมู่บ้านประมาณ 30 คน วันนี้เป็นการฝึกทบทวนการใช้อาวุธ  
 "โรงเรียน วัด ชุมชม มัสยิด เหมือนกับบ้านของเขา เขาจะต้องดูแลให้โรงเรียนคงอยู่ ให้ลูกได้เรียนหนังสือ ไม่ให้โรงเรียนถูกเผา ฉะนั้น ชรบ.จะให้ความสำคัญกับโรงเรียนมาก เช้าๆ จะจูงลูกไปโรงเรียนพร้อมกับ รปภ. ครูไปด้วย ดูแลเส้นทางไปด้วย ส่งลูกเสร็จก็ปฏิบัติหน้าที่ ชรบ.ต่อเลย แล้วก็ดูแลโรงเรียน  ระหว่างที่โรงเรียนเปิดก็จะมี ชรบ.ชุดหนึ่งเฝ้า ดูแลครู แม่บ้านก็จะช่วยครูทำอาหาร ถือว่า ชรบ.กับครอบครัวและโรงเรียนก็อยู่ด้วยกัน"อมร ชุมช่วย ปลัดอาวุโสอำเภอยะหา  จังหวัดยะลา

 "ชรบ.ที่ดี ก็ต้องช่วยหมู่บ้านรักษาความปลอดภัย ไม่ให้เกิดเรื่อง มีอะไรก็ต้องบอกผู้ใหญ่บ้าน บอกผู้ช่วย เพื่อป้องกันไว้ก่อน เรื่องเงินตอบแทนคงไม่คุ้ม ต้องคนมีจิตอาสาจริงๆ"อาแซ สาแลง ผู้ใหญ่บ้าน ม.6 ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา

 ความรุนแรงสร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่าคุณครูในพื้นที่ แต่การยอมรับจากชุมชน ว่าครูกำลังสร้างอนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของชาวบ้าน เป็นกำลังใจที่ทำให้ครูเดินหน้าทำหน้าที่ต่อไป วชิรพันธ์ ภู่พงศ์ หรือ ครูตั้ม ใช้ดนตรีพื้นบ้านเป็นตัวเชื่อมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ครูตั้มบอกว่า..ก่อนหน้านั้นชุมชนไม่ค่อยเข้าใกล้โรงเรียน   แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนไป
 "ดนตรีพื้นเมืองที่ผมทำอยู่ในขณะนี้  สามารถดึงเอาผู้ปกครองที่อยู่ห่างจากโรงเรียนให้เข้ามาใกล้ชิดโรงเรียนขึ้น เนื่องจากมีลูกหลานของตัวเองก็เล่นดนตรี นอกจากทำให้เขากลับมาหาโรงเรียนแล้ว ยังมีอีกเยอะที่มาช่วย ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชุมชนมีความสุข และผู้ปกครองก็จะไปรู้จักกันหน้าเวที ซึ่งถือว่าเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ของเด็กแล้ว ยังเชื่อมผู้ปกครองเด็กอีกด้วย"  ทุกวันนี้วงอาเนาะบุหลัน เป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ มีหลายหน่วยงานจ้างไปแสดงตามงานต่างๆ อย่างไม่ขาดสาย เป็นความภาคภูมิใจของครูตั้มและชาวตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นอย่างมาก แต่การเดินทางออกแสดงตามสถานที่ต่างๆ อยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าครูไทยพุทธอย่างครูตั้ม ก็อดเป็นห่วงในชะตาชีวิตของตัวเองไม่ได้ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ศาสนาอิสลามเป็นหัวใจหลักของผู้คนที่นี่
 แวลอมลี แลบูละ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี อธิบายถึงความสำคัญของศาสนากับชาวบ้าน "ในพื้นที่ 3 จังหวัด ทุกอย่างต้องอิงหลักศาสนา เวลามีกรณีอะไรก็ตาม เค้าจะนึกถึงว่าหลักศาสนาว่าอย่างไร เค้าจะวิ่งไปหาผู้รู้ ไปหาคำภีร์ หาตำรับตำรา หลักศาสนาว่าอย่างไร เพราะเค้ากลัวว่ามันจะออกนอกลู่นอกทาง"
 บ่ายวันนี้..เด็กๆ เรียนรู้การดุอาอ์ หรือการวิงวอนขอพรจากอัลเลาะห์  ซึ่งสอดคล้องกับ6ความต้องการของชาวบ้านมุสลิมในพื้นที่ อยากให้ลูกหลานได้เรียนรู้หลักศาสนาควบคู่ไปกับวิชาที่ออกแบบจากส่วนกลาง "พี่น้องในพื้นที่หรือผู้นำ เค้าก็คิดคำนึงถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกหลานของเค้า ได้เรียนรู้ศาสนามาตั้งแต่เด็ก ถ้าไปเรียนรู้ตอนปลายๆ อาจจะเขวไปทางอื่นก็ได้"แวลอมลี แลบูละ 
 ถึงแม้ชฎาพรเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง แต่สภาพร่างกายและจิตใจของเธอก็ยังไม่พร้อมจะให้เธอกลับทำในสิ่งที่เธอรักที่สุด  เธอและเพื่อนบางส่วน ต้องเปลี่ยนหน้าที่จากการสอนหนังสือในพื้นที่ มาเป็นผู้ฝึกอาชีพในด้านการเย็บปักถักร้อย      ดูเหมือนชฎาพรยังไม่ค่อยมั่นใจนักว่า เธอจะรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้มากแค่ไหน เพราะสิ่งที่มีความหมายที่สุดในชีวิตของเธอคือการได้สอนหนังสือและอยู่กับเด็กๆ

ข่าวล่าสุด