ขณะที่อิตาลีจะเข้าร่วมกระบวนการยึดเงินฝากของประชาชนบางส่วน หลังรัฐบาลตั้งกองทุนช่วยเหลือทางการเงินให้กับแบงก์ในวงเงิน 2 หมื่นล้านยูโร และเดินหน้าตามแผนยึดแบงก์เป็นของรัฐเพื่อยุติวิกฤติแบงก์อิตาลี อาจยังไม่เพียงพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา จึงถูกจับตาจากนักลงทุนทั่วโลกว่าวิกฤติแบงก์อิตาลีอาจลามกระทบต่อระบบแบงก์ในยุโรปที่มีการเชื่อมโยงธุรกรรมทางการเงินระหว่างกัน
1.ในช่วงที่อนาคตของยุโรปกำลังถูกท้าทายบนทางคู่ขนานมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการเกิดเหตุก่อการร้ายรุนแรงที่ขยายพื้นที่ในหลายประเทศ โดยล่าสุดเหตุก่อการร้ายที่ตลาดคริสต์มาสในใจกลางกรุงเบอร์ลิน ที่ทำให้ความนิยมเริ่มลดลงในตัวแองเกลา เมอร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน ที่ยังคงยืนยันในแนวคิดการเป็นเสรีนิยมโดยสนับสนุนให้มีการเปิดรับผู้อพยพจากประเทศที่เกิดภาวะสงครามกลางเมืองในแอฟริกาเข้าสู่ประเทศในยุโรป
ส่วนแนวคิดของกระแสชาตินิยมขวาจัดของมารีน เลอ แปง ผู้สมัครชิงเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายนปี 2017 นี้ กำลังได้รับการตอบรับเป็นกระแสหลักมากขึ้น ได้ปลุกกระแสการปฏิรูปการเมืองในยุโรปโดยเฉพาะนโยบายเปิดเสรีรับผู้อพยพที่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงโดยปิดประตูรับคลื่นผู้อพยพ
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือถึงเวลาที่แนวคิดเสรีนิยมกำลังใกล้ปิดฉากลง โดยชาวยุโรปเองต้องการปกป้องความอยู่รอดที่เป็นการจำกัดเสรีภาพมากขึ้น นั่นไม่ใช่เป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้นในเยอรมันและฝรั่งเศส แต่ยังรวมไปถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งผู้นำประเทศคนใหม่ทั้งในอิตาลี และเนเธอร์แลนด์ โดยกระแสแนวคิดที่ต่างขั้วนี้อาจกำลังเสถียรภาพทางการเมืองของยุโรปถูกบั่นทอนให้อ่อนแอลงในอนาคตอันใกล้ ที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตามองใกล้ชิดกับการกำหนดนโยบายทิศทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างน้อยก็อีก 2-3 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ Brexit ยังได้ก่อกระแสให้ฝ่ายต่อต้านสหภาพยุโรป หรืออียู ทั้งในเดนมาร์ก ออสเตรีย เยอรมัน โปรตุเกส สวีเดน รวมถึงอิตาลี เริ่มก่อตัวกลายเป็นกระแสนำที่สามารภกระพือเสียงเรียกร้องให้ทำประชามติลักษณะเดียวกันหลังอังกฤษโหวตออกจากอียู
2.โดยล่าสุดมารีน เลอ แปง ซึ่งเป็นจุดไฮไลต์และมีเสียงความนิยมสูงของการเลือกตั้งในฝรั่งเศสขณะนี้ ได้ออกมากล่าวว่า หากเธอได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเสส มีความเป็นไปได้ที่เธอจะถอนตัวออกจากอียู และนาโต้ โดยจะหันไปผูสัมพันธ์กับรัสเซีย เพื่อชัยชนะของเสรีภาพ เนื่องจากนาโต้ หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือในวันนี้ ที่มีสมาชิก 28 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป และมีแคนาดากับสหรัฐ รวมอยู่ด้วยนั้น มีบทบาทเพียงแค่สนองต่อความต้องการของผู้นำในวอชิงตันเท่านั้น
และเธอยังแนะนำให้โปรตุเกส อิตาลี สเปน ไอร์แลนด์ กรีซ และไซปรัส ควรจะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวด้วย
3. ในความเป็นไปได้ที่วิกฤตการณ์แบงก์อิตาลีจะบานปลาย ทำให้นักวิเคราะห์การเงินหวั่นว่า อิตาลีจะเป็นประเทศที่สี่ เข้าร่วมกระบวนการยึดเงินฝากบางส่วนของประชาชนเพื่อลดหนี้เสียจำนวนมากกว่า 3.6 แสนล้านยูโรที่ตกค้างยู่ในระบบแบงก์ขณะนี้ โดยแบงก์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ Banca de Monte Paschi ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศอุ้มแบงก์โดยยึดเป็นแบงก์ของรัฐพร้อมแผนช่วยเหลือทางการเงินให้มีการเพิ่มทุนใหม่ในวงเงิน 5 พันล้านยูโร
ขณะที่หนี้เสียของ Banca de Monte Paschi ที่มีมากกว่า 2.8 หมื่นล้านยูโร แต่มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเงินฝากที่ถูกถอนออกไปมากกว่า 1.5 หมื่นล้านยูโรตั้งแต่ต้นปีนี้ ดังนั้น โอกาสที่อิตาลีจะยึดเงินฝากของประชาชนบางส่วนซึ่งใช้โมเดลของประเทศไซปรัสในช่วงประสบวิกฤติแบงก์เมื่อปี 2012 ได้ประกาศเมื่อยึดเงินฝากในสัดส่วน 6.75% สำหรับวงเงินฝากที่ไม่เกิน 100,000 ยูโร และ 9.9% สำหรับวงเงินฝากที่เกิน 100,000 ยูโร
โดยต่อมายังมีประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติแบงก์ และเข้าร่วมกระบวนการยึดเงินฝากเพื่อลดหนี้เสียนั้น ประกอบด้วยไอร์แลนด์ และกรีซในช่วงปี 2013-2015
4. ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวรายงานในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระดับที่ต่ำลงที่ 6.5% ต่อปีในช่วงจากนี้ไป 5 ปีจนถึงปี 2020 ชะลอตัวลงจากที่คาดไว้ว่าจะเติบโตที่ระดับ 6.7% ในปีนี้ แต่สิ่งที่ผู้นำจีนแสดงความดป็นห่วงต่อปัจจัยที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของจีนคือ ปัญหาหนี้ของจีนที่พุ่งสูงขึ้นจากระดับ 270% ของจีดีพีปีนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 300% ของจีดีพีในปี 2020 และความไม่แน่นอนของบรรยากาศเศรษฐกิจโลกหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานธิบดีสหรัฐ
อย่างไรก็ตามอัตราการเติบโตดังกล่าวถือว่าเป็นภาวะเหมาะสม แม้ว่าการส่งออกจะลดลง แต่ก็สามารถทดแทนด้วยภาคบริการที่รองรับอัตราการเติบโตในประเทศได้ตามเป้าหมาย
ส่วนการเติบโตของจีกีพีสหรัฐทบทวนล่าสุดของไตรมาสที่สาม ขยายตัวได้ดีที่ 3.5% จากที่คาดไว้ที่ 3.2% และคาดการณ์ไว้ครั้งแรกที่ 1.9% จากการผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งหากจีดีพีไตรมาสสุดท้ายสามารพเติบโตได้ที่ 2.2% แล้วก็จะทำใก้ทั้งปีขยายตัวได้ที่ 3.0% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว่เดิที่ 2.8%
5.ขณะที่การเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์ที่พุ่งขึ้นถึง 12% เพียงช่วง 7 สัปดาห์หลังการเลือกตั้งปะธานาธิบดีสหรัฐ แต่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายชองปีนี้ และเป็นวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจจะปรับตัวลดลงลึกถึง 5% ก่อนที่นักลงทุนจะกลับเข้าสู่ตลาดใหม่อีกครั้ง ดาวโจนส์ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 19,923 เพิ่มขึ้น 15 จุดหรือ 0.07% ส่วน S&P 500 ปิดที่ 2,263 เพิ่มขึ้น 0.13% แลพ Nasdaq ปิดที่ 5,462 เพิ่มขึ้น 0.28%