เนชั่นทีวี

ข่าว

"PRIMETIME กับ เทพชัย" : ว่าที่ "ปธน.ทรัมป์" ผิดคำสัญญา?

08 ธ.ค. 2559 |

"PRIMETIME กับ เทพชัย" : ว่าที่ "ปธน.ทรัมป์" ผิดคำสัญญา?

แม้ว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามาจะยังไม่ทันอำลาตำแหน่ง และกว่าที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการก็ต้องรอจนถึงพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า แต่จนถึงตอนนี้เราก็พอจะเห็นเค้าลางของทิศทางการบริหารประเทศภายใต้ "ประธานาธิบดีทรัมป์" บ้างแล้ว สังเกตได้จากตัวเลือกของรัฐมนตรีหลายตำแหน่งที่เคยเป็นผู้เห็นต่างกับทรัมป์และเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างรุนแรง รวมทั้งการให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ ที่ทรัมป์มีท่าทีอ่อนลงและประนีประนอมกับนโยบายของประธานาธิบดีโอบามามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโอบามาแคร์ ภาวะโลกร้อน ไปจนถึงการดำเนินคดีกับฮิลลารี คลินตัน หลายคนอาจมองว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงความ "ยืดหยุ่น" ของนโยบาย แต่ในสายตาของผู้ที่โหวตเลือกเขา 62 ล้าน 4 แสนคน อาจมองว่านี่คือการโดน "หักหลัง"

ต้องยอมรับว่า "ทวิตเตอร์" และผู้ติดตามอีกเกือบ 16 ล้าน 4 แสนบัญชีผู้ใช้ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ "โดนัลด์ ทรัมป์" ได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งสหรัฐอเมริกา โดยทั่วไปนักการเมืองอเมริกันมักเน้นการสื่อสารผ่านสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ หากเป็นสื่อสังคมออนไลน์ก็มักใช้ถ้อยคำที่สวยหรู ดูเป็นทางการเกินไป จนไม่แน่ใจว่านักการเมืองคนดังกล่าวโพสต์ด้วยตัวเองหรือวานทีมงานเป็นคนจัดการให้
ในทางกลับกัน โดนัลด์ ทรัมป์ วัย 70 ปี เป็นคนที่ติดสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะทวิตเตอร์แบบงอมแงม ดูได้จากจำนวนทวีตที่มีมากกว่า 3 หมื่น 4 พันข้อความ และแต่ละข้อความก็มีผู้รีทวีตหลายหมื่นครั้ง นอกจากนี้ทรัมป์ยังทวีตตลอดทั้งวันทั้งคืน จนมีข้อความหนึ่งที่ระบุเวลาว่าเขาทวีตออกมาเมื่อตอนตีสาม! จนเป็นที่ล้อเลียนกันว่าเขาคงทวีตตอนกำลังเข้าห้องน้ำอยู่
ข้อความในแต่ละทวีตของทรัมป์ เน้นวิพากษ์วิจารณ์สังคมแบบตรงไปตรงมา ไม่ประนีประนอม เรียกว่าถึงอกถึงใจชาวอเมริกันพันธุ์แท้ แต่หลายครั้งข้อความในทวิตเตอร์ได้ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้กับตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีผู้หญิง โดยเฉพาะอลิเซีย มาชาโด อดีตนางงามคู่กรณี หรือหลายครั้งที่สื่อมวลชนตรวจสอบพบว่า ข้อความที่ทรัมป์ทวีตเป็นเท็จ! จนปรากฎรายงานข่าวว่า ทีมงานพยายามดึงเขาออกห่างจากโทรศัพท์มือถือให้มากที่สุดในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง
แต่ใช่ว่าทรัมป์จะกลัวการตรวจสอบของสื่อมวลชน เขาเลือกหันกลับมาประจันหน้าประกาศเป็นศัตรูกับสื่อกระแสหลัก และโจมตีอย่างสม่ำเสมอทั้งในโลกออนไลน์และในขณะลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง โดยอ้างว่าหลายสื่อนำเสนอข้อมูลไม่เป็นกลาง
กระทั่งปัจจุบันที่เขากำลังจะกลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่และทุกคำพูดจะถูกนำไปตีความทางการเมือง ทรัมป์ก็ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะหยุดทวีต และแต่ละข้อความที่ทวีตก็ยังคงความเผ็ดร้อนเหมือนเคย โดยเฉพาะข้อความที่โจมตีสื่อต่างๆ ทั้งเดอะนิวยอร์กไทมส์ที่โดนด่าไม่เว้นแต่ละวัน ซีเอ็นเอ็นที่บอกว่า "ผมคิดว่าซีเอ็นเอ็นจะดีขึ้นหลังจากล้มเหลวครั้งใหญ่เพราะไปสนับสนุนฮิลลารี คลินตัน แต่นับตั้งแต่วันเลือกตั้งเป็นต้นมา ซีเอ็นเอ็นกลับย่ำแย่ลงไปอีก" รายการล้อเลียนอย่าง Saturday Night Live ที่ทรัมป์บอกว่าเอนเอียงจนตลกไม่ออก ไปจนถึงละครเวทีเรื่องดัง "แฮมิลตัน" ที่ทรัมป์ต้องการให้ทีมนักแสดงขอโทษว่าที่รองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ หลังใช้เวทีละครเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เห็นแบบนี้ 4 ปีของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์สมัยแรก สื่อมวลชนคงทำงานกันลำบากน่าดู!
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานเสียงที่สำคัญของทรัมป์คือคนผิวขาววัยทำงาน เห็นได้จากเอ็กซิตโพลล์ของซีเอ็นเอ็นที่ระบุว่า คนผิวขาวเลือกโหวตให้ทรัมป์มากกว่าฮิลลารี คลินตัน ถึง 21 จุด ที่ 58 ต่อ 37 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้หญิงผิวขาวเกินครึ่งยังเลือกโหวตให้ทรัมป์มากกว่าผู้สมัครเพศหญิงด้วยกัน

นโยบายที่ทรัมป์ชูเป็นหัวใจหลักตามสโลแกน "Make America Great Again" มีทั้งการสร้างกำแพงที่เขาอ้างว่าจะมีขนาดมหึมากั้นบริเวณชายแดนภาคใต้ที่ติดกับเม็กซิโก เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้อพยพชาวมุสลิมที่มาจากประเทศซึ่งมีอัตราการก่อการร้ายสูง ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือทีพีพี ลดการสนับสนุนด้านความมั่นคงในประเทศพันธมิตร ฉีกข้อตกลงด้านภาวะโลกร้อน ส่งเสริมให้บริษัทหันกลับมาใช้สหรัฐฯ เป็นฐานการผลิตแทนจีน ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ยกเลิกโอบามาแคร์ ต่อต้านการทำแท้ง สนับสนุนสิทธิในการครอบครองอาวุธปืน สนับสนุนการทรมานนักโทษเพื่อเค้นความลับ ไปจนถึงการตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อดำเนินคดีกับฮิลลารี คลินตันในเรื่องการใช้อีเมลส่วนตัวทำงานขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยเมื่อใดก็ตามที่ทรัมป์พูดถึงเรื่องนี้ ผู้สนับสนุนของเขาจะพร้อมใจกันตะโกนว่า "Lock Her Up!" หรือ "จับเธอเข้าคุก!"
เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่การดีเบตของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันกำลังถูกถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ ผู้ดำเนินรายการถามทรัมป์ว่า ทำไมเขาถึงเปลี่ยนจุดยืนในหลายเรื่องเมื่อเทียบกับในอดีต เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทรัมป์ก็สวนกลับมาว่า "ผมไม่เคยเห็นคนที่ประสบความสำเร็จโดยไร้ซึ่งความยืดหยุ่นหรือไม่มีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง คุณต้องมีความยืดหยุ่นเพราะคุณได้เรียนรู้ ถ้าคุณกำลังมุ่งไปทางหนึ่งและคุณคิดว่ามันผิด แล้วชีวิตที่เหลือของคุณต้องเดินไปในทางที่ผิดเพียงเพราะคุณไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงจริงหรือ?"
อีกสองเดือนถัดมา ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า "หากผมได้เป็นประธานาธิบดี ผมจะมีความยืดหยุ่นในหลายประเด็น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะมีจุดยืนที่อ่อนลง" นอกจากนี้เขายังบอกด้วยว่า "อะไรก็ตามที่ผมพูดออกไปตอนนี้ เพราะผมยังไม่ใช่ประธานาธิบดี มันจึงเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ไม่ว่าคุณจะพูดอะไร มันคือข้อเสนอแนะเท่านั้น"

และแล้ว หลังจากกลายเป็นว่าที่ผู้นำโลกเสรีคนใหม่ได้ไม่ถึงเดือน โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ทำอย่างที่เคยพูดเอาไว้จริงๆ ว่าจะ "ยืดหยุ่น" ในหลากหลายประเด็น แต่ความยืดหยุ่นของเขา อาจถูกมองว่าเป็นการ "ผิดคำสัญญา" ในสายตาของผู้สนับสนุนก็เป็นได้
ทรัมป์สัญญากับผู้สนับสนุนว่า เขาจะยกเลิกกฎหมายประกันสุขภาพ "โอบามาแคร์" อย่างสิ้นเชิง และทดแทนด้วยสิ่งที่ดีกว่า โดยมักเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า "หายนะ" แต่หลังจากทรัมป์ได้พบกับประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่ทำเนียบขาว สองวันหลังการเลือกตั้ง เขากลับบอกว่า จะยังคงข้อดีของโอบามาแคร์เอาไว้บ้าง ได้แก่ การที่ผู้ซึ่งมีอาการป่วยอยู่ก่อนก็สามารถทำประกันได้ และการอนุญาตให้บุตรหลานอยู่ภายใต้ประกันของผู้ปกครองจนกระทั่งอายุ 26 ปี อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในปี 2560 ค่าเบี้ยประกันของโอบามาแคร์จะพุ่งสูงขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 22 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับปีนี้ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 7.2 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าบริษัทผู้รับทำประกันจะถอนตัวออกจากโครงการมากขึ้นด้วย
นับตั้งแต่วันแรกที่ทรัมป์ประกาศชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 เขาได้ชูนโยบายสร้างกำแพงเพื่อป้องกันผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายชาวเม็กซิโกทะลักเข้าสู่ประเทศ โดยเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นอาชญากร ผู้ค้ายาเสพติด และจอมข่มขืน พร้อมทั้งให้คำมั่นว่า กำแพงนี้เม็กซิโกจะต้องเป็นผู้จ่าย แต่ล่าสุด เขาให้สัมภาษณ์กับรายการ 60 minutes ว่า กำแพงนี้อาจมีบางช่วงที่เป็นเพียงรั้วเท่านั้น
ในแง่ของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคง ทรัมป์มักวิจารณ์บทบาทการสนับสนุนทางงบประมาณต่อประเทศพันธมิตร อาทิ ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้ ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ซึ่งมีฐานทัพและทหารอเมริกันประจำการอยู่ว่า สิ้นเปลืองเกินไป ควรลดกำลังทหารลง และน่าจะให้ประเทศเหล่านี้ออกค่าใช้จ่ายในสัดส่วนที่ยุติธรรมบ้าง จนผู้เชี่ยวชาญหลายคนกังวลว่าเขาจะพาอเมริกาเข้าสูตรลัทธิ "โดดเดี่ยวนิยม" หรือ Isolationism และจะทำให้รัสเซียกับจีนสามารถแผ่ขยายอิทธิพลเข้าครอบคลุมภูมิภาคต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
แต่หลังจากที่ทรัมป์ได้คุยกับโอบามาในทำเนียบขาว โอบามาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ระบุว่าทรัมป์ยังคงสนใจที่จะรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญเอาไว้ โดยเฉพาะกับนาโต้และพันธมิตรข้ามทวีปแอตแลนติก (Trans-Atlantic Alliance) ในยุโรป ขณะที่ประธานาธิบดีปัก กึน-เฮของเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์หลังได้โทรศัพท์คุยกับทรัมป์ว่า เขาเห็นด้วยกับไอเดียของเกาหลีใต้ในหลายเรื่อง รวมถึงปัญหาเกาหลีเหนือ และสหรัฐฯ จะยังคงยืนเคียงบ่าเคียงไหล่เกาหลีใต้ต่อไป
อีกหนึ่งประเด็นที่ว่าที่ประธานาธิบดีถูกวิจารณ์อย่างหนาหูก็คือ จุดยืนในการสนับสนุนการทรมานเพื่อสอบสวนนักโทษหรือผู้ต้องสงสัย ที่ทรัมป์บอกว่าวิธีทรมานแบบสำลักน้ำหรือ waterboarding ยังน้อยไป สหรัฐฯ ควรต้องใช้มาตรการที่รุนแรงยิ่งกว่านั้น ในเรื่องนี้ "จอห์น แม็คเคน" วุฒิสมาชิกจากรัฐแอริโซนา, วีรบุรุษสงคราม, อดีตเชลยศึกในสงครามเวียดนาม, และอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันปี 2551 ออกมาโต้กลางที่ประชุมด้านความมั่นคงระหว่างประเทศว่า "เราจะไม่สนใจว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการอะไร เราจะไม่ใช้วิธีการวอเตอร์บอร์ดดิ้ง"
แต่ล่าสุดทรัมป์กล่าวในการประชุมกับกองบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทมส์ว่า เขาได้พูดคุยประเด็นนี้กับพลเรือเอกเจมส์ แมตทิส อดีตผู้บัญชาการกองทหารกลางของสหรัฐฯ และตัวเก็งรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่แล้ว โดยอ้างคำพูดของพลเรือเอกแมตทิสว่า วิธีการนี้พบว่าไม่มีประโยชน์ ควรจะใช้การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับผู้ต้องสงสัยมากกว่า ทรัมป์ยังบอกอีกว่า เขาประทับใจกับคำตอบที่ได้รับมาก การทรมานไม่ได้สร้างความแตกต่างมากอย่างที่หลายคนคิด
หนึ่งในทวีตที่โด่งดังที่สุดของโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดขึ้นในปี 2555 เขาทวีตว่า "แนวคิดของภาวะโลกร้อนถูกสร้างขึ้นโดยคนจีนเพื่อที่จะทำให้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน" โดยจนถึงตอนนี้มีผู้รีทวีตไปแล้วมากกว่า 1 แสนครั้ง และมีผู้กดไลค์มากกว่า 6 หมื่น 6 พันครั้ง นอกจากนี้เขายังกล่าวระหว่างการหาเสียงด้วยว่า เขาจะถอนสหรัฐฯ ออกจากประเทศที่ให้การรับรอง "ความตกลงปารีส" ซึ่งเป็นกฎกติการะหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากเขาได้เป็นประธานาธิบดี
แต่เมื่อผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทมส์ถามทรัมป์ในประเด็นนี้ เขากลับเปลี่ยนจุดยืนใหม่และตอบว่า เขามีใจเปิดกว้าง และเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกครั้ง ทรัมป์ก็อธิบายว่า มนุษย์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน่าจะมีความเกี่ยวเนื่องกัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเกี่ยวมากแค่ไหน และจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทมากแค่ไหน ส่วนประเด็นความตกลงปารีส ทรัมป์ตอบแบบเลี่ยงๆ ว่า ขอดูให้ละเอียดอีกทีหนึ่งก่อน ก่อนทิ้งท้ายว่า เรื่องภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน คงไม่มีใครที่รู้เรื่องนี้จริงๆ หรอก
การเปลี่ยนจุดยืนหรือประนีประนอมในประเด็นต่างๆ ของทรัมป์คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับผู้สนับสนุนมากเท่ากับประเด็น "ฮิลลารี คลินตัน" หรือที่ทรัมป์ตั้งชื่อเล่นให้ว่า Crooked Hillary ที่แปลว่า "ฮิลลารีขี้โกง" เพราะหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งในระหว่างการดีเบต ทรัมป์พูดเสมอว่า นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน เขาจะตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อสืบสวนคดีที่นางฮิลลารีใช้อีเมลส่วนตัวทำงานระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศโดยเฉพาะ และจะเอาเธอเข้าคุกให้จงได้ เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่ทรัมป์พูดถึงเมื่อไหร่ ก็เรียกเสียงโห่ร้องดีใจของผู้สนับสนุนได้ทุกครั้ง
แต่ในที่สุด ในบทสัมภาษณ์เดียวกันของนิวยอร์กไทมส์ ทรัมป์กลับบอกว่า เขาไม่ได้มีความรู้สึกแรงกล้าในการไล่บี้เอาผิดฮิลลารี เขาไม่อยากทำร้ายตระกูลคลินตัน ฮิลลารีผ่านอะไรมามากและต้องทนทุกข์ทรมานในรูปแบบต่างๆ อยู่แล้ว พูดแบบนี้ กองเชียร์ของทรัมป์ก็เลยอกหักตั้งแต่ยังไม่ทันได้เห็นเขาเข้ารับตำแหน่ง
ท่าทีของทรัมป์ที่เปลี่ยนไปหลังรู้ว่ามีภาระอันหนักอึ้งรออยู่เบื้องหน้า คงสรุปได้ง่ายๆ จากคำพูดของประธานาธิบดีโอบามาที่กำลังจะลงจากตำแหน่งว่า ตอนที่เป็นผู้สมัคร คุณสามารถพูดในส

ข่าวล่าสุด