นายอ๊อด กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า บ้านของตนเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น หน้าบ้านติดถนนไม่มีรั้วกั้น ด้านล่างเปิดร้านขายของชำ ชื่อร้านใบตอง ร้านของตนโดนลักทรัพย์มาแล้วมากกว่า 6 ครั้ง โดยถูกลักทรัพย์มูลค่าจำนวนมาก จำนวน 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีทรัพย์สิน เงินสด เหล้าบุหรี่หลายลัง เป็นต้น ครั้งที่สอง ถูกลักทรัพย์ประมาณ 1 ปีที่แล้ว เป็นรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นโรดิโอ สีน้ำเงินเข้ม ทะเบียน ลว158 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ข้างบ้าน และล่าสุดเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนร้ายเข้าไปงัดบ้านนำทรัพย์สิน อาทิ เครื่องคิดเงิน เหล้าบุหรี่ เงิดสด มูลค่ารวมหลายแสนบาท โดยทั้ง 3 ครั้งตนได้เดินทางมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่คดีไม่มีความคืบหน้า
"ผมมีความหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย และจะใช้ชีวิตอย่างไรหากไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยผมได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายครั้ง แต่มักมีคำพูดประมาณว่า หากจะให้ดำเนินการทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย ซึ่งผมรู้สึกว่าไม่ค่อยสบายใจ และในวันนี้(15 พ.ย.)ได้นำหลักฐานเป็นภาพกล้องวงจรปิด ภาพนิ่ง และทะเบียนรถของผมที่ถูกขโมยไปมาให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับตรวจสอบ สืบสวนจับกุมแก๊งคนร้าย" นายอ๊อด กล่าว
ด้าน นายอัจฉริยะ กล่าวว่า จากการที่ตนได้ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดด้วยตนเอง ทราบว่า ลักษณะคนร้ายน่าจะเป็นสายของตำรวจหรืออาสา เนื่องจากคนร้ายใส่รองเท้าผ้าใบและถุงมือ มีความชำนาญในการก่อเหตุ หากเป็นโจรทั่วไปจะใส่รองเท้าแตะ ไม่ใส่ถุงมืออย่างที่ปรากฎตามคลิปของกล้องวงจรปิด
ขณะที่ พ.ต.ท.ทัสสุมิ กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้สายตรวจนำกล่องแดงไปติดตั้งที่หน้าบ้าน เพื่อให้นายอ๊อดรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอีกระดับ ทั้งนี้สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีการพูดจาเชิงมีการเรียกรับเงินจะต้องทำการตรวจสอบ หากพบว่ามีพฤติกรรมดังกล่าวก็จะดำเนินการตามมาตราการทางวินัยทันที สำหรับคดีดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจจะรีบดำเนินการติดตามคนร้ายมาลงโทษให้เร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดระบุ เวลา 01.50 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน โดยสามารถจับภาพคน 2 คน ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปจอดฝั่งตรงข้ามของบ้านที่เกิดเหตุเพื่อสังเกตการณ์คนในบ้าน และรอบนอก จากนั้นมีคนร้ายอีก 1 คน ขับรถยนต์เก๋งมาจอดหน้าบ้าน แล้วลงมืองัดประตูเหล็กม้วน แล้วเข้าไปขโมยเอาทรัพย์สินภยในบ้าน โดยมีคนร้ายสวมหมวกนิรภัยวิ่งมาช่วยขนของขึ้นรถยนต์เก๋งแล้วหลบหนีไป ทั้งหมดใช้เวลาก่อเหตุประมาณ 10 นาที