เนชั่นทีวี

ข่าว

"อัยการ"ประเดิม! ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริต อดีตจนท.สถานทูต ยักยอกเงิน

03 ต.ค. 2559 |

"อัยการ"ประเดิม! ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริต 
อดีตจนท.สถานทูต ยักยอกเงิน

เปิดศาลอาญาทุจริตฯ กลางวันแรก อัยการ ประเดิมฟ้อง " อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ " ประจำสถานทูตไทยใน บังคลาเทศ-เยอรมนี ยักยอกเงินค่าธรรมเนียมกงสุล ปี 40-41 รวม 59 ครั้ง หลายแสนบาท เจ้าตัวยื่น 4 แสนประกันตัว ขณะที่ " อดีตซี 9 อภ. " ยื่นฟ้องกราวรูด " ปธ.-กรรมการ สรรหาผู้บริหารระดับสูง อภ." ขวางขึ้นตำแหน่ง ผช.ผอ.อภ " อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริต " ระบุ ไม่หนักใจภารกิจคดี จัดองค์คณะพร้อมรับมือ

3 ต.ค. 59 - นายอำนาจ พวงชมภู อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กล่าวถึงคดีที่เข้าสู่ศาลในวันนี้ ซึ่งเปิดทำการตามเวลาราชการในวันแรก ว่ามีคดีที่ยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ โดยอัยการและกลุ่มเอกชน 2 สำนวน ส่วนคดีที่ยื่นฟ้องเขตอำนาจศาลจังหวัดต่างๆ นั้นยังไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับรายละเอียดคดีที่มีการยื่นฟ้องใหม่ สำหรับการพิจารณาคดีที่จะต้องรับโอนมาจากศาลอาญากว่า 70 คดีนั้น ก็จะพิจารณาคดีต่อเนื่องต่อไป ยืนยันว่ามีความพร้อมในการพิจารณาคดีต่อซึ่งได้มีการจัดวางองค์คณะผู้พิพากษาดูแลรับผิดชอบไว้แล้ว โดยไม่รู้สึกหนักใจกับภารกิจแต่เราจะต้องพิจารณาคดีให้ละเอียดรอบคอบ 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีแรก ที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตฯ กลาง คือ คดีหมายเลขดำ อท.1/2559 ที่อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางวิจิตต์ หรือปทิตตา ล่ามกิจจา อายุ 48 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ 3 กระทรวงการต่างประเทศ ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงธากา สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ จัดการ รักษาทรัพย์ ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่น โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 
ตามฟ้องบรรยายพฤติการณ์สรุปว่าระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 30 พ.ย.40 จำเลยได้อาศัยโอกาสที่มีอำนาจจัดการเก็บรักษาและดูแลเงินค่าธรรมเนียมต่างๆด้านกงสุล ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา ได้จัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมต่างๆด้านกงสุลจำนวน 120,152 บาท แล้วไม่นำส่งเงินดังกล่าวซึ่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน แต่นำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต ซึ่งจำเลยยังได้กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวอีกรวม 6 ครั้ง ซึ่งภายหลังการเบียดบัง จำเลยได้ทยอยคืนเงินโดยคงเหลืออยู่อีกจำนวน 245,822 บาท นอกจากนี้เมื่อปี 2541 จำเลยก็ยังได้อาศัยโอกาสที่มีอำนาจจัดการเก็บรักษาและดูแลเงินค่าธรรมเนียมต่างๆด้านกงสุลของสถานเอกอัครราชทูตสาขากรุง บอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กระทรวงการต่างประเทศ ได้เบียดบังเอาเงินค่าธรรมเนียมที่เป็นรายได้ของแผ่นดินไปโดยทุจริตอีก รวม 53 ครั้ง คิดเป็นเงินไทย 484,805 บาท ภายหลังมีผู้ตรวจสอบการกระทำผิดจำเลยได้คืนเงินที่เบียดบังไปแก่กระทรวงการต่างประเทศ 
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ม.ค.44 นายชูชัย เกษมศานติ์ ได้มีหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชั้นไต่สวนจำเลยให้การปฏิเสธ ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดจำเลย เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร แต่ผู้กระทำผิดเป็นพนักงานของรัฐบาลไทย กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จะต้องดำเนินคดีในราชอาณาจักร ซึ่งคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ ประทับรับคำฟ้องไว้พิจารณา ซึ่งนัดตรวจความพร้อมพยานหลักฐานของคู่ความในวันที่ 13 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. 
ภายหลัง นางวิจิตต์ จำเลย ได้ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวซึ่งศาลพิจารณาแล้วจึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในชั้นนี้โดยตีราคาประกัน 400,000 บาท ส่วนคดีที่ 2 ที่ยื่นฟ้องใหม่ในวันนี้ เป็นคดีที่ นางวีระมล มหาตมวดี อายุ 54 ปี อดีตเจ้าหน้าที่งานบริหารสำนักอำนวยการขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมและรักษาการณ์ตำแหน่งผู้อำนวยการ ปี 2556 เป็นประธานกรรมการสรรหาผู้บริหารระดับสูงขององค์การเภสัชกรรม , คณะกรรมการสรรหาฯ อีก 6 คน และ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมปี 2556 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 -8 ในความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ม.11 และพ.ร.บ.องค์การเภสัชกรรม พ.ศ.2509 ม.4 
ตามฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ค.56 มีกำหนดประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้บริหารระดับสูง เพื่อพิจารณาเรื่องการสรุปผลการทดลองงานของโจทก์ ตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม แต่เมื่อถึงเวลาประชุม จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหาฯ เจตนาไม่เข้าประชุมทำให้ไม่สามารถประชุมได้แล้วต่อมาวันที่ 10 ก.ค.56 จำเลยที่ 1 ได้เขียนหนังสือด้วยลายมือตัวเองถึง ผอ.ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ว่าตำแหน่งของโจทก์ควรมีการทบทวนวัตถุประสงค์และขอบเขตหน้าที่ ในประกาศรับสมัครว่าเหมาะสมหรือไม่ก่อนดำเนินการต่อไป ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้มีการเลื่อนพิจารณาวาระของโจทก์ออกไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรมีเจตนาทุจริต ไม่เสนอชื่อของโจทก์ ตามระเบียบเพื่อแต่งตั้งโจทก์ดำรงตำแหน่ง ผช.ผอ.อภ. โดยเวลาล่วงเลยมากว่า 6 เดือนหลังจากครบกำหนดทดลองงานซึ่งทำให้โจทก์ไม่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้น   
 แล้วเมื่อจำเลยที่ 8 เข้ารับตำแหน่ง ผอ.อภ.เมื่อวันที่ 2 ก.ย.56 ซึ่งขณะนั้นมีเหตุการณ์ยาปลอมปนซึ่งเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ป่วยและ อภ.ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ผอ.ฝ่ายผลิตยาขณะนั้นควรจะต้องรับผิดชอบ แต่วันที่ 18 ก.ย.56 จำเลยที่ 8 กลับเสนอให้คณะกรรมการ อภ. ให้แต่งตั้ง ผอ. ฝ่ายผลิตยาดังกล่าวดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ผช.ผอ.อภ. ซึ่งเป็นการแต่งตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่การประชุมจำเลยที่1 -7 ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทักท้วงกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งหมด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ ผอ.ฝ่ายผลิตยาดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ยื่นฟ้อง อภ.ต่อศาลแรงงานกลาง 

ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่า การมีคำสั่งของจำเลยทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการ อภ. ลงวันที่ 18 ก.ย.56 ดังกล่าว และให้ อภ.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 800,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และยังให้ อภ.ชำระค่าสินไหมกับโจทก์เดือนละ 80,000 บาทนับจากวันที่ 23 มี.ค.58 จนกว่าจะแต่งตั้งโจทก์ดำรงตำแหน่ง ผช.ผอ.อภ. ซึ่งไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด โดยการกระทำของจำเลยทั้งหมดซึ่งเป็นพนักงานมีเจตนาทุจริตปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายเก่โจทก์ เหตุเกิดที่องค์การเภสัชกรรม แขวง-เขตราชเทวี กทม.  
ทั้งนี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับไว้ในสารบบคดีหมายเลขดำ อท.2/2559 โดยศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ต่อไป

ข่าวล่าสุด