นายรชต ซู่สั้น อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ที่ 4 ต.หนองตรุด อ.เมือง จ.ตรัง พ่อ พร้อมนายศรัณรัชต์ หรือเฟิร์ท ซู่สั้น อ ายุ 20 ปี บุตรชาย ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาและถูกจับกุมในคดี ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงวัย 8 ขวบ และจับกรอกน้ำอัดลมผสมยาบ้าจนเกิดขนาดจนเกิดอาการช็อคเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า ทางครอบครัวกำลังปรึกษาหารือทนายความ เพื่อจะดำเนินการฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการจับกุมบุตรชาย และนำไปแถลงข่าว รวมทั้งพล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ขณะนั้น ที่ได้เดินทางไปเป็นประธานในการแถลงข่าวด้วยตนเองในวันที่ 12 พฤษภาคมในวันรุ่งขึ้น หลังเกิดเหตุและตำรวจจับกุมบุตรชายของตนเองตามหมายจับของศาลจังหวัดตรัง
นายรชต ซู่สั้น บิดา กล่าวว่า ตนเองประกอบทำงานในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มที่ "ลันตาแซนรีสอร์ท แอนด์สปา เกาะลันตา จ.กระบี่ ส่วนบุตรชายคือ น้องเฟิร์ท ทำงานในตำแหน่งบาร์เทนเนอร์ ประจำเซาท์เทิร์น รีสอร์ทแอนด์สปา เกาะลันตา จ.กระบี่ ตนได้ปรึกษาทนายที่เข้ามาดูแลคดีของลูกชายตนเองตั้งแต่ต้นว่า จะดำเนินการฟ้องร้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจับกุมลูกชายตนเองและถูกยัดข้อหาข่มขืนและฆ่าเด็กหญิวัย 8 ขวบ ซึ่งเป็นลูกสาวคนใกล้บ้าน
โดยหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้หลักฐานเดียวในการจับกุมลูกชายตนเองในวันรุ่งขึ้นคือ คำบอกเล่าของมารดาของเด็กที่ระบุว่า น้องเฟิร์ทเป็นคนทำ ก็ไปจับกุมและนำมาแถลงข่าวในทันที่ โดยพล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ขณะนั้นเป็นประธาน โดยนำตัวมาแถลงในภาคเช้า ก่อนที่หมายจับจะออกในภาคบ่ายเสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือ ไม่มีพยานหลักฐานใดๆที่บ่งชี้ว่าน้องเฟิร์ทเป็นคนทำ
โดยน้องเฟิร์ท และตนเอง รวมทั้งครอบครัวก็ยืนยันมาโดยตลอดว่า น้องเฟิร์ทไม่ได้ทำ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมตรวจสอบพยานหลักฐาน รวมทั้งไม่สืบสวนกลั่นกรองให้แน่ชัดเสียก่อน ก่อนจะจับกุม และนำมาแถลงข่าว โดยในการแถลงข่าวก็ไม่ได้มีการปิดบังอำพรางใบหน้าใดๆแม้แต่น้อยและหลังจากนั้นข่าวออกอย่างครึกโครม สังคมภายนอกก็ประณามว่าลูกชายตนเองเป็นคนเลว เป็นคนชั่ว เป็นบ้ากาม ถูกสังคมประณามไปแล้ว ขณะที่เพื่อนบ้าน รวมทั้งญาติพี่น้องและเพื่อนชาวต่างชาติ ต่างก็ไม่เชื่อว่าลูกชายของตนเองจะกระทำความผิดในเรื่องดังกล่าวได้
ซึ่งหลังลูกชายถูกจับทำให้ครอบครัวตนเองและครอบครัวลูกชายต้องได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ตัวเขาต้องเข้าไปอยู่ในคุกในสิ่งที่เขาไม่ได้กระทำ ต้องขาดงาน ขาดรายได้ ตนเองก็ต้องลางานมาช่วยเหลือลูกชายประมาณ 2 เดือน กว่าจะได้รับการปล่อยตัว และอัยการสั่งไม่ฟ้อง ระหว่างนั้นไม่ได้ทำงาน เงินทองที่เก็บไว้ เพื่อไว้เป็นทุนศึกษาของลูกสาว ซึ่งเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสมเด็จในชั้นปีที่ 4 ก็มาหมดไปและต้องหยุดเรียนกลางคัน จนบัดนี้ ไมมีเงินกลับไปศึกษาต่อ ครอบครัวต้องเป็นหนี้จากการกู้หนี้ยืมสิน เพื่อนำมาช่วยเหลือลูกชาย สุขภาพจิตของทุกคนก็ย่ำแย่ โดยเฉพาะตนเองอยู่ในภาวะเครียดจนขณะนี้ก็ยังนอนไม่หลับ น้ำหนักลด ต้องไปพบแพทย์ทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยตอนนี้ครอบครัวตนเป็นหนี้ประมาณ 180,000 บาท และมาจนถึงขณะนี้ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใด แสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น
ตนเองอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเหลียวมาแลตน ลูกชาย และครอบครัวตนเองบ้าง ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ โดยขณะนี้ได้ปรึกษาทนายความแล้วเตรียมฟ้องกับตำรวจทุกนายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ด้วย ซึ่งคาดว่าจะเรียกค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 800,000 บาท แต่หากเจ้าหน้าที่เข้ามาพูดคุยและแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ได้ทำกับครอบครัวของตน ก็พร้อมจะพูดคุย เพราะส่วนตัวก็เข้าใจการหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
แต่หากไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ก็ยืนยันจะฟ้องร้องให้ถึงที่สุด และเห็นด้วยที่นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งไม่ให้ผู้นำผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัยออกมาแถลงข่าวโดยขาดพยานหลักฐาน เพราะเกิดกับตนเองแล้ว ทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน พร้อมเรียกร้องไปยังสังคม หากได้รับข่าวสารในเบื้องต้น ขอให้อย่าด่วนสรุปว่า คนที่ถูกนำมาแถลงเป็นคนร้าย เป็นคนเลวแล้ว อยากให้ชิวิจารณญานในการตัดสิน และอยากให้ดูครอบครัวตนเป็นกรณีตัวอย่างศึกษาทางด้านนายศรัณรัชต์ หรือเฟิร์ท ซู่สั้น กล่าวว่า ตอนนี้สภาพจิตใจดีขึ้น แต่ก็ยังต้องตอบคำถามทุกคนที่รู้จัก แม้จะเขาจะไม่เชื่อตนเองจะกระทำ แต่เขาก็อยากได้ยินจากปาก อยากเรียกร้องให้ตำรวจทำงานให้รอบคอบกว่านี้ และเห็นด้วยไม่ควรนำผู้ต้องสงสัยไปแถลงข่าว แต่หากมีพยานหลักฐานระบุชัดว่าเขาเป็นคนกระทำความผิดจริง ก็ควรจะนำไปแถลงข่าว เพื่อให้สังคมทั่วไปได้รับรู้ แต่ต้องมั่นใจว่าเป็นคนร้ายจริง ส่วนตัวก็ยืนยันจะฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ให้ถึงที่สุด ถ้าไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อเรื่องที่เกิดขึ้น