พิรุจเอกสารสิทธิภูทับเบิก
แสงไฟยามค่ำคืนสร้างสีสันให้ยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ แม้จะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,700 เมตร พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของภูเขา 12,000 ไร่ จากทั้งหมด 47,000 ไร่ เป็นที่ดินนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่หนาแน่นไปด้วยรีสอร์ท ทั้งของคนภายนอก และชาวเขาปลูกสร้างเอง
อาคารสูง 3 ชั้นใกล้จุดชมวิวสูงสุดของภูทับเบิก เป็นที่ตั้งของทับเบิกภูฏาน หนึ่งในรีสอร์ทบนภูทับเบิก ที่จะต้องถูกรื้อถอน
พ่อของวิทยาเป็นเจ้าของรีสอร์ทแห่งนี้ ครอบครัวของเขาเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้งที่เกิด และอาศัยอยู่ที่นี่มา 3 ชั่วอายุคน เดิมทีปลูกฝิ่น ก่อนหันมาปลูกกระหล่ำปลี เมื่อจังหวัดมีนโยบายส่งเสริม การท่องเที่ยว จึงเห็นช่องทางทำกินที่ดีกว่า และตัดสินใจสร้างรีสอร์ท โดยไม่มีการคัดค้านห้ามปรามจากรัฐ ครอบครัวของวิทยา กู้เงินจากหลายทางมาลงทุน มูลค่าสูงถึง 9 ล้านบาท ต่อมา คสช.ใช้ม.44 รื้อถอน วิทยาและพ่อไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป หลังจากนี้ ทับเบิกภูฏาน เป็นรีสอร์ท ที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ดำเนินคดี และคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นเป้าหมายที่ถูกคัดเลือกจากการตรวจสอบของกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่สรุปว่าโครงสร้างไม่มีความปลอดภัย
เช่นเดียวกับ นายท้ายรีสอร์ท ของนายท้าย แซ่ส่ง รีสอร์ทไม้ 2 หลัง ถูกสั่งให้รื้อถอนเพราะโครงสร้างไม่แข็งแรง แต่รีสอร์ทของนายท้าย ที่สร้างด้วยปูน ยังไม่มีคำสั่งรื้อถอนจากทางราชการ
ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. แก้ปัญหาการใช้ประโยชน์ในที่ดินบนภูทับเบิก โดยแบ่งดำเนินการ 3 กลุ่มคือกลุ่มที่ศาลตัดสินแล้ว กลุ่มที่กรมป่าไม้พบว่าบุกรุก และกลุ่มที่อาคารไม่แข็งแรง
ม้งภูทับเบิก ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
นายแสง แซ่ส่ง พี่ชายของนายท้าย รู้สึกผิดหวังกับรัฐ ที่ใช้อำนาจทางกฎหมายรื้อถอนรีสอร์ท ทั้งที่รัฐเป็นคนส่งเสริมมาก่อนหน้านี้ นายท้ายบอกว่า ชาวเขาเป็นชาติพันธุ์ ที่ถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาชักชวนเข้าโรงเรียนการเมืองในป่าภูหินร่องกล้า จับปืนต่อสู้กับรัฐ ก่อนออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เมื่อ ปี 2525 ชาวเขาเกือบทั้งหมดบนภูทับเบิก เป็นอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ปลูกกะหล่ำปลีเป็นอาชีพที่รัฐแนะนำให้ เมื่อปลูกผิ่น แต่การปลูกกะหล่ำปลี ก็ถูกกล่าวหาจากคนพื้นราบว่าใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ต่อมาปี 2548 จังหวัดเพชรบูรณ์ ประชาสัมพันธ์ให้ภูทับเบิกเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ สร้างช่องทางทำกินใหม่ให้กับชาวเขา รัฐวิสาหกิจชุมชน ที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ในขณะนั้น มีเพียงลานกางเต้น
เมื่อการท่องเที่ยวเติบโตขึ้น แม้ว่าชาวเขา ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน การลงทุนสร้างรีสอร์ทก็ยากที่ขอสินเชื่อจากธนาคาร แต่ร้านวัสดุก่อสร้างในจังหวัดเพรชบูรณ์ ยินดีให้ผ่อนชำระ แต่ถึงอย่างนั้น ครอบครัวแซ่หล่อ ยังคงยึดอาชีพเป็นเกษตรกรรม ปลูกกะหล่ำปลี แม้จะเห็นโอกาสทางธุรกิจ แต่ก็ปฏิเสธ ที่จะสร้างรีสอร์ท ชาติ บอกว่า ปี 2553 คนจากพื้นราบเริ่ม ขึ้นมาสร้างรีสอร์ท แม้ไม่มีเอกสารสิทธิ ก็ซื้อที่ดินผ่านสัญญาใจจากชาวเขา ผ่านไปเพียง 5 ปีกลายเป็นภูเขาลูกกวาด
"รัฐ"ส่งเสริม การท่องเที่ยว !
ภูดอกไม้สายหมอก เป็นประโยคที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ใช้ประชาสัมพันธ์ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ 1 ใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด
นางสมพิศ ตรีสอน เจ้าของอิงฟ้ารีสอร์ท บนภูทับเบิก 1 ในรีสอร์ท 19 รีสอร์ทเป้าหมายที่ต้องถูกรื้อ บอกว่า การรื้อถอนรีสอร์มบนภูทับเบิกครั้งนี้ ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการ ที่กู้เงินมาลงทุน ต้องขาดทุนและเป็นหนีสินทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ้งกู้มาลงทุนในช่วงที่จังหวัดมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว
เจ้าของอิงฟ้ารีสอร์ทยอมรับไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ได้ที่ดินจากชาวเขาที่ยกให้ด้วยวาจา แต่ไม่ขอบอกราคา นางสมพิศ เห็นว่าหากเจ้าหน้าที่จะรื้อรีสอร์ท บนภูทับเบิกก็ควรจะรื้อถอน ทั้งหมด รวมถึงรีสอร์ที่ สร้างโดยชาวเขาด้วย
สำหรับคดีอิงฟ้ารีสอร์ท เป็น 1 ใน 25 คดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้รื้อถอนออกจากพื้นที่ เนื่องจากบุกรุกที่ของกรมป่าไม้
อิงฟ้ารีสอร์ท จึงอยู่ในเป้าหมายปฏิบัติการกลุ่ม แรก ที่มีคำพิพากษาจากศาล
นางสมพิศบอกว่า แม้คำสั่งจะให้รื้อถอนด้วยตัวเองภายใน 30 วัน แต่คงไม่มีใครกล้าทุบหม้อข้าวของตัวเอง เธอและผู้ประกอบการคนอื่น พยายามรวมกลุ่มทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอยืดระยะเวลาการรื้อถอนออกไปอีก 3 ปี แต่ไม่สำเร็จ
แม้สถานการณ์บนภูทับเบิกในเวลานั้นจะอยุ่กลางบรรยาการ ที่รัฐใช้อำนาจจัดระเบียบ แต่ รีสอร์ทเหล่านี้ ยังรับนักท่องเที่ยวตามปกติ ครอบครัวนี้เดินทางมาไกลจากจังหวัดภูเก็ต และกำลังหาที่พักบนภูทับเบิก พวกเขาพักค้าง ที่อิงฟ้ารีสอร์ท
รื้อแรก ! โรงเตี๊ยมรีสอร์ท
คนงานรับเหมาก่อสร้าง เร่ง ขนย้ายสิ่งของภายในห้องพักของโรงเตี๊ยม รีสอร์ท 1 วันก่อนเจ้าหน้าที่จะเริมปฏบัติการ แม้จะขนย้ายกันมาตลอดทั้งวันก็ยังไม่หมด ภายในอาคารยังหลงเหลือเตียง ที่นอน ผ้าขนหนูและเครื่องใช้ไฟฟ้า กระจัดกระจาย ส่วนห้องพักแบบนอคดาวเป็นหลังๆ รื้อไปเกือบทั้งหมด
รถบรรทุกคันใหญ่ ขนของออกไปคันแล้ว คัดเล่า เช่นเดียว กับอิงฟ้ารีสอร์ท ที่ต้องถูกรื้อถอน ตามคำสั่ง เธอเริ่มทยอยเก็บข้าวของบ้างเพียงเล็กๆน้อย เธอ บอกว่าอยากขอประวิงเวลา กับกรมป่าไม้ ให้ยืดเวลารื้อถอนเองออกไป เช้าวันที่ 19 สิงหาคม รถบรรทุกและรถแม็คโฮ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 500 นาย ทยอยเข้าพื้นที่
เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ.เพชรบูรณ์ เข้าทำการตัดกระแสไฟฟ้า ก่อน เจ้าหน้าที่ชุดพยัคฆ์ไพร ทหาร ตำรวจ และ ป่าไม้ จ.เพชรบูรณ์ เข้าดำเนินการ ขนย้าย และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโรงเตี๊ยม รีสอร์ท เป็นห่งแรก ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาเป็น ระยะ
และ นี่คือบรรยากาศการต่อรองกัน ระหว่างผู้ประกอบการรีสอร์ท ที่กำลังถูกรื้อ และเจ้าหน้ากรมป่าไม้ แม้จะพยายามยื้อ เจ้าหน้าที่ ด้วยเอกสารที่ อ้างว่าอยู่มานาน และบริเวณที่ตั้งของรีสอร์ทไม่ได้อยู่บนแหล่งต้นน้ำ ชั้น 1-2 A แต่เจ้าหน้าที่ ก็เดินหน้า ปฏิบัติตามกฎหมาย
อธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า กำลังตรวจสอบรีสอร์ทบนภูทับเบิกอีก 111 แห่ง ที่เหลือ จากนั้นจะเข้าดำเนินคดีและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม เดินหน้าตามแผนแม่บทการจัดระเบียบภูทับเบิก
แม้เจ้าหน้าที่ จะรื้อโรงเตี๊ยมรีสอร์ต ได้สำเร็จ แต่บ่ายวันที่ 20 สิงหาคม ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น กลุ่มชาวม้งจำนนวนกว่า 100 คน ปิดถนน ประท้วงดุเดือด ไม่ให้เจ้าหน้าที่ เข้ารื้อรีสอร์ต
นี่คือ ข้อเสนอ 5 ที่ถูกเขียนด้วยลายมือ หนึ่งในนั้นคือขอให้หยุดรื้อรีสอร์ท เจ้าหน้าที่ถอยออกจากพื้นที่ เปิดโต๊ะเจรจา ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่อนผัน 7 วัน เจ้าของรีสอร์ท ยอมถอย รื้อด้วยตัวเอง
แผนแม่บทจัดระเบียบภูทับเบิก คืนพื้นที่ป่า 62 %
ล่าสุด มีการจัดทำแผนแม่บทในการใช้ประโยชน์พื้นที่ภูทับเบิก โดยกรมพํฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยจะนำมาใช้ทันที ที่กรมป่ามไม้ และจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้ารื้อถอนรีสอร์ต ที่บุกรุก ครบทั้งหมด ซึ่งจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือน กันยายน
อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ บอกถึงความคืบหน้า ร่าง แผนแม่บทการจัดระเบียบภูทับเบิก ว่า ยังคงพื้นที่ 47,000 ไร่ ร้อยละ 62 เป็นพื้นที่ป่า ร้อยละ 33 เป็นพื้นที่ทำกินเกษตรอินทรีย์ ร้อยละ 22 เป็นที่สาธารณะ และร้อยละ 3 เป็นที่อยู่อาศัย และจุดผ่อนพักค้างของนักท่องเที่ยว มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ .