"PRIMETIME กับ เทพชัย" : ปริศนาวินาศกรรม? ท้าอำนาจ! "คสช."
22 ส.ค. 2559 | thitipong

ติดตามรายการ PRIME TIME กับเทพชัย ได้ทุกวันจันทร์ - พฤหัส เวลา 19.20 - 20.00 น. และ วันศุกร์ 19.00 - 19.30 น. ทางช่อง nation tv 22
ข่าว
22 ส.ค. 2559 | thitipong

ติดตามรายการ PRIME TIME กับเทพชัย ได้ทุกวันจันทร์ - พฤหัส เวลา 19.20 - 20.00 น. และ วันศุกร์ 19.00 - 19.30 น. ทางช่อง nation tv 22
สัปดาห์ผ่านไป ดูเหมือนว่า เหตุระเบิดและวางเพลิงใน 7 จังหวัดภาคใต้ จะยังคงเป็นปริศนา สาเหตุของการวางเพลิง วางระเบิดมาจากอะไร และกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นใคร ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่วันเวลาที่ทอดยาวออกไปมากเท่าใด ก็ยิ่งท้าทายอำนาจของรัฐบาล และคสช.มากขึ้นเท่านั้น
ถึงแม้เหตุระเบิดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสองคนและบาดเจ็บ 26 คนผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ แต่ชาวบ้านในอ.หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังรู้สึกตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังเต็มไปด้วยความกังวลต่อผลกระทบที่มีต่อการท่องเที่ยว
หัวหินถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆของประเทศไทย และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตกเป็นเป้าของการก่อเหตุ
นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เปิดเผยกับไพรม์ไทม์ว่า หลังเกิดเหตุ ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนตำรวจ และแสดงความมั่นใจว่าขณะนี้สถานการณ์กำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
มาตรการเร่งด่วนคือการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มขึ้น แม้แต่จุดที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใจกลางเมืองก็ยังไม่มีกล้องวงจรปิดครอบคลุมได้หมด
การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่างๆ ผ่านการให้ข้อมูลทางโซเชียลมีเดีย ระบบเสียงตามสายและทางรถกระจายเสียง ก็เป็นมาตราการเฝ้าระวังและแจ้งข่าวที่สำคัญ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารให้ความมั่นใจกับนักท่องเที่ยวว่าหัวหินยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ปลอดภัย
นักท่องเที่ยวจากออสเตรเลียและเยอรมัน บอกกับไพรม์ไทม์ว่าไม่วิตกกับเหตุที่เกิดขึ้น เพราะมาเที่ยวเมืองไทยหลายครั้ง และมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ดูแลสถานการณ์ได้
ถึงแม้ทุกอย่างกำลังกับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นปริศนาใหญ่ และแม้พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะให้ความมั่นใจว่ามีความคืบหน้าในการสืบสวน แต่ดูเหมือนยังไม่สามารถจะตอบคำถามได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดและวางเพลิงใน 7 จังหวัดที่เกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เรี่ยกัน
แหล่งข่าวด้านความมั่นคง บอกกับไพร์ไทม์ว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น อาจจะเกี่ยวพันกับสถานการณ์หลายสถานการณ์
สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ดูจะเป็นปัจจัยที่ถูกพูดถึงมากที่สุด การยุติการพูดคุยเพื่อสันติ ระหว่างกลุ่มผู้เห็นต่างกับฝ่ายรัฐบาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนหน้านี้อาจจะทำให้ฝ่ายก่อความไม่สงบต้องการสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลกลับไปยังโต๊ะเจรจา
แต่ก็มีคำถามว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องก่อเหตุที่อยู่นอกเหนือสามจังหวัดชายแดน โดยเฉพาะการทำร้ายผู้บริสุทธ์ในอำเภอหัวหิน ซึ่งอาจจะทำให้กลุ่มผู้ก่อการถูกประณามจากประชาคมโลกได้ และล่าสุด แม้แต่ประเทศซาอุดีอารเบีย ก็ได้ออกแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุไปแล้ว
มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของพยายามของกลุ่มการเมืองที่ต้องการดิสเครดิตรัฐบาล และ คสช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการลงประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ
แหล่งข่าวด้านความมั่นคง ตั้งข้อสังเกตว่าการก่อเหตุกระจายออกไปถึง 7 จังหวัด แต่ดูเหมือนว่าผู้ก่อการไม่ได้มุ่งหวังให้เกิดความเสียหายรุนแรง เป้าหมายจึงน่าจะเป็นแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพที่จะสร้างความวุ่นวายได้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้เบาะแสจากการสืบสวนพอสมควร แต่ก็ยังไม่สามารถชี้ถึงสาเหตุและกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง
"ผมมั่นใจว่าไม่ใช่การขยายพื้นที่ของผู้ก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่อาจจะมีคนจากทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนเอามาทำ แต่ทำเรื่องอะไรผมไม่รู้"
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพยายามระมัดระวังที่สุดคือการไม่ให้มีภาพว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นการก่อการร้าย
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่มีใครออกมาประกาศตัวว่า เป็นผู้ก่อเหตุ เพราะฉะนั้นจากประสบการณ์ที่ทำงานความเชื่อมั่น เหตุครั้งนี้เป็นการก่อวินาศกรรม ไม่ใช่ก่อการร้าย"
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยกับไพร์มไทม์ ว่า จากการสืบสวนจนถึงขณะนี้ เชื่อว่าผู้ร่วมก่อเหตุครั้งนี้ มีประมาณ 20-30 คน โดยข้อมูลส่วนหนึ่งได้จากการแกะรอยจากชิ้นส่วนวัตถุระเบิด โดยเฉพาะโทรศัพท์มือที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่จะสาวไปถึงตัวผู้ร่วมก่อเหตุ และทางการมาเลเซียได้แสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทยที่จะช่วยสืบค้นต้นตอของโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการก่อเหตุและมีหลายเลขเครื่องที่ลงทะเบียนในมาเลเซีย
แหล่งข่าวจากชุดสืบสวนสอบสวน เปิดเผยกับ prime time ว่า การสืบสวนสอบสวนใน 4 จังหวัด คือ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี พังงาและนครศรีธรรมราช มีความก้าวหน้าราว 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน จังหวัดกระบี่ ไม่พบหลักฐานในที่เกิดเหตุ ส่วน จังหวัดตรัง ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากขาดพยานหลักฐาน
แหล่งข่าวบอกว่า กล้อง ซีซีทีวี ถือเป็นหลักฐานสำคัญ เพราะรู้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้เข้าออกอย่างไร เดินทางไปไหน ซึ่งชุดสืบสวนสอบสวนได้ข้อมูลมาแล้วว่า หลังเกิดเหตุคนเหล่านั้นเดินทางไปไหนและมีพยานบุคคลที่จะยืนยันด้วย โดยในแต่ละจุดมีผู้ก่อเหตุ 3-5 คน รวมทุกจุดก็อยู่ประมาณ 20-30 คน โดยมาจากทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และในพื้นที่ใกล้เคียง