พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจสอบที่ดิน สวนป่าหิมวันต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลร่องจิก อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย และพบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวนั้น นอกจากจะรุกล้ำป่าสงวนแล้วยังมีความผิดอีกข้อหา โดยพบเอกสารสิทธิ์ นส.3 ก ระบุชื่อผู้ครอบครองคือ พระไชยบูลย์ สิทธิผล หรือพระธัมมชโย ซึ่งเป็นการรวมที่ดินหลายแปลงแล้วมาออกเอกสารสิทธิ์ใบเดียว แต่ปรากฏว่ามีที่ดินเพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 40 ไร่
เจ้าหน้าที่บอกว่าจะต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น พระธัมมชโย ก็จะต้องเผชิญกับวิบากกรรมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีคดีอาญารวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม พระมหานพพร ปุญญชโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ชี้แจงกับไพร์มไทม์ ว่า พระธัมมชโย ได้บริจาคที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี 2549 และมีการออกเอกสารการโอนให้เมื่อปี 2555 จึงถือได้ว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์มาแล้วร่วม 10 ปี
พระมหานพพร ยืนยันว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ นั้น พระธัมมชโย มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่พุทธศาสนา ไม่ใช่เพื่อการส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบอกกับไพร์มไทม์ว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกเพราะไปรุกที่ป่าสงวน การนำที่ดินที่ได้มาโดยผิดกฎหมายไปบริจาคให้วัดไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบด้วยว่า นส.3 ก ที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น ได้มาโดยถูกต้องหรือไม่ ซึงเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ระบุแล้วว่า เป็นเท็จ
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า เอกสาร นส.3 ก. ฉบับนี้ ระบุว่า ได้มาเมื่อปี 2541 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่มีการฟ้องร้อง และกรมที่ดินได้เข้าไปตรวจสอบว่า พระธัมมชโย ครอบครองที่ดินแปลงใดไว้บ้าง ก็ปรากฏเป็นข่าวในช่วงนั้นว่า ที่ดินในจังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และเชียงใหม่ ไม่ได้ระบุถึงที่ดินที่จังหวัดเลย ไว้แต่อย่างใด
สำหรับการฟ้องร้องในครั้งนั้นมีขึ้นเมื่อปี 2541 พระอดิศักดิ์ วิริสโก อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย กล่าวหา พระธัมมชโย ว่ายักยอกเงินและที่ดินที่ญาติโยมบริจาคให้วัด รวมทั้งอวดอุตริมนุสธรรม ต่อมากรมที่ดินได้สำรวจพบ พระธัมมชโย มีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินและบริษัทที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายกว่า 400 แปลง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ใน 3 จังหวัด
มหาเถรสมาคมจึงมอบหมายให้เจ้าคณะภาค 1 ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมีข้อสรุปว่า เป็นจริงตามที่ถูกกล่าวหา มหาเถรสมาคมจึงมีมติให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยคือ ให้ปรับปรุงคำสอนของวัดพระธรรมกายว่า นิพพานเป็นอนัตตาไม่ใช่อัตตา และยุติการเรี่ยไรเงินนอกวัด
สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชฯ สกลมหาสังฆปรินายก ได้มีพระลิขิตให้คืนที่ดินและทรัพย์สินขณะเป็นพระให้วัดพระธรรมกาย รวมทั้งยังมีพระลิขิตว่า พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นพระ แต่พระธัมมชโย ไม่ยินยอม กรมการศาสนาจึงได้เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม กล่าวโทษ ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังยักยอกทรัพย์กว่า 36 ล้านบาทซื้อที่ดินใน จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์โ ดยโอนกรรมสิทธิให้นายถาวร พรหมถาวร ลูกศิษย์คนสนิทและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
แต่การดำเนินคดี ตั้งแต่ปี 2542-2547 เหลือสืบพยานจำเลยอีก 2 นัด วันที่ 21 สิงหาคม 2549 พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 ซึ่งเป็นโจทก์ ได้ขอถอนฟ้องจำเลย คือ พระธัมมชัยโย และนายถาวร โดยให้เหตุผลว่า พระธัมมชโยและนายถาวรได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎกและนโยบายของคณะสงฆ์ ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดคืน ทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959 ล้านบาท ให้แก่วัดพระธรรมกาย จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อัยการสูงสุด จึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้เอกสารสิทธิ์ นส.3 ก.ฉบับนี้ แม้จะมีการยืนยันจากวัดพระธรรมกายว่า พระธัมมชโย ได้บริจาคที่ดินให้กับวัดแล้ว แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ระบุว่า เป็นเท็จก็น่าจะทำให้พระธัมมชโย ตกที่นั่งลำบาก เพราะคดีที่กำลังจะมีขึ้นนี้เป็นคดีความอาญา ไม่สามารถคืนทรัพย์แล้วจบกันไปได้เหมือนเมื่อปี 2549