เนชั่นทีวี

ข่าว

"PRIMETIME กับ เทพชัย" : "ประยุทธ์" ไม่ทูลเกล้าฯ ชื่อ สมเด็จช่วง สถาปนา"สังฆราช"องค์ใหม่

11 ก.ค. 2559 | thitipong

"PRIMETIME กับ เทพชัย" : "ประยุทธ์" ไม่ทูลเกล้าฯ ชื่อ สมเด็จช่วง สถาปนา"สังฆราช"องค์ใหม่

ไม่ว่ากฤษฎีกาจะตีความเนื้อหาของ มาตรา 7 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ออกมาอย่างไร แต่คำยืนยันจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังคงไม่นำชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ แต่หากจำเป็นที่จะต้องตั้งสมเด็จพระสังฆราช ก็ต้องจับตาดูว่า มาตรา 44 จะถูกนำออกมาผ่าทางตันเรื่องนี้หรือไม่


"PRIMETIME กับ เทพชัย" : "ประยุทธ์" ไม่ทูลเกล้าฯ ชื่อ สมเด็จช่วง สถาปนา"สังฆราช"องค์ใหม่


การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาวันนี้อาจจะแก้ข้อสงสัยต่อกระบวนการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราช แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะสุดท้ายแล้วการตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศขณะนี้   และพล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันชัดเจนอีกครั้งวันนี้ว่า จะไม่ทูลเกล้าฯ เรื่องที่กำลังเป็นปัญหา "อำนาจใครก็อำนาจใคร ผมมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วผมทูลเกล้าฯ ในสิ่งที่มีปัญหาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จบ" 
พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าจะต้องให้คดีความที่มีอยู่จบลงเสียก่อนถึงจะเริ่มดำเนินการเรื่องนี้  ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีการพิจารณาทูลเกล้านามของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ขึ้นเป็นพระสังฆราชพระองค์ใหม่จนกว่าเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญจะพ้นจากข้อกล่าวหาว่าครอบครองรถเบ็นซ์โบราณโดยไม่เสียภาษี  
กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าวและไม่ได้กำหนดกรอบเวลาว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่     
นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเช้าวันนี้ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า การที่มหาเถรสมาคมมีมติเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่เป็นขั้นตอนที่ถูกต้อง    ถึงแม้ก่อนหน้านี้ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีความเห็นแย้งเพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรเป็นผู้ริเริ่มเสนอนาม ไม่ใช่มหาเถรสมาคม  
เพราะฉะนั้นการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาหมายความว่า มติของมหาเถรสมคมในการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่จึงยังมีผลเหมือนเดิม แต่นายสุวพันธ์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนา  ยืนยันว่าจะยังไม่เสนอมติของมหาเถรสมาคมต่อนายกรัฐฒนตรีในขณะนี้ เนื่องจากต้องตรวจสอบรายละเอียดก่อน    
มหาเถรสมาคมมีมติตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมเสนอนามสมเด็จช่วงขึ้นเป็นพระสังฆราชพระองค์ใหม่  ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากคนในสังคมจำนวนมากที่เป็นกังวลว่าสมเด็จช่วงมีความใกล้ชิดกับวัดพระธรรมกายอย่างมาก

นอกจากเป็นพระอุปปัชฌาย์ ของ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย  สมเด็จช่วงยังเคยเรียกวัดพระธรรมกายและวัดปากน้ำภาษีเจริญ ว่าเป็น "วัดพี่วัดน้อง"   สมเด็จช่วงยังเคยยอมรับว่าเงินบริจาคบางส่วนที่วัดพระธรรมกายได้รับ ได้มีการบริจาคต่อให้วัดปากน้ำภาษีเจริญ  และนี่เป็นหนึ่งในประเด็นของการสอบสวนของ ดีเอสไอ ที่มีข้อสงสัยต่อเส้นทางการเงินของวัดพระธรรมกาย 
 แหล่งข่าวจาก คสช.บอกกับไพร์มไทม์ ว่า แม้ผลการตีความกฎหมายของกฤษฎีกาจะออกมาว่า การประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อเลือกสมเด็จพระสังฆราช นั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เห็นว่าชื่อของสมเด็จช่วงยังมีปัญหา  และมีความเป็นไปได้ที่พล.อ.ประยุทธ์ อาจพิจารณาใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ภายใต้มาตรา 44 เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้เมื่อถึงเวลา   แต่คงไม่ใช่ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน   แต่อาจจะเป็นหลังจากที่ข้อกล่าวหาเรื่องการครอบครองรถเบ็นซ์ที่มีต่อสมเด็จช่วงมีข้อยุติ

แหล่งข่าวจาก คสช. เปิดเผยว่า ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ มาตรา 44   ก็คงไม่ใช่เพื่อแก้มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งระบุว่าให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักกดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อดทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่จะใช้มาตรา 44 เพื่อเพิ่มข้อความบางข้อความเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะไม่มีผลบังคับกับสถานการณ์ในอนาคตหลังจาก คสช.พ้นอำนาจไปแล้ว

ในช่วงที่ผ่านมาพระสงฆ์ในมหานิกาย ซึ่งเป็นสายเดียวกับธรรมกาย ได้แสดงการสนับสนุนสมเด็จช่วงอย่างเปิดเผย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีความพยายามปลุกระดมผ่านทางโซเชียลมีเดียให้เจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศออกมาเคลื่อนไหวหลังมีกระแสข่าวว่าจะมีความพยายามแก้ไขมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์   เพราะกลัวว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะเป็นการเปิดทางให้มีการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะองค์อื่นที่ไม่ใช่สมเด็จช่วง

ข่าวล่าสุด