การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาวันนี้อาจจะแก้ข้อสงสัยต่อกระบวนการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราช แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะสุดท้ายแล้วการตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศขณะนี้ และพล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันชัดเจนอีกครั้งวันนี้ว่า จะไม่ทูลเกล้าฯ เรื่องที่กำลังเป็นปัญหา "อำนาจใครก็อำนาจใคร ผมมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วผมทูลเกล้าฯ ในสิ่งที่มีปัญหาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จบ"
พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าจะต้องให้คดีความที่มีอยู่จบลงเสียก่อนถึงจะเริ่มดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีการพิจารณาทูลเกล้านามของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ขึ้นเป็นพระสังฆราชพระองค์ใหม่จนกว่าเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญจะพ้นจากข้อกล่าวหาว่าครอบครองรถเบ็นซ์โบราณโดยไม่เสียภาษี
กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าวและไม่ได้กำหนดกรอบเวลาว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่
นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเช้าวันนี้ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า การที่มหาเถรสมาคมมีมติเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่เป็นขั้นตอนที่ถูกต้อง ถึงแม้ก่อนหน้านี้ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีความเห็นแย้งเพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรเป็นผู้ริเริ่มเสนอนาม ไม่ใช่มหาเถรสมาคม
เพราะฉะนั้นการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาหมายความว่า มติของมหาเถรสมคมในการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่จึงยังมีผลเหมือนเดิม แต่นายสุวพันธ์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนา ยืนยันว่าจะยังไม่เสนอมติของมหาเถรสมาคมต่อนายกรัฐฒนตรีในขณะนี้ เนื่องจากต้องตรวจสอบรายละเอียดก่อน
มหาเถรสมาคมมีมติตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมเสนอนามสมเด็จช่วงขึ้นเป็นพระสังฆราชพระองค์ใหม่ ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากคนในสังคมจำนวนมากที่เป็นกังวลว่าสมเด็จช่วงมีความใกล้ชิดกับวัดพระธรรมกายอย่างมาก
นอกจากเป็นพระอุปปัชฌาย์ ของ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย สมเด็จช่วงยังเคยเรียกวัดพระธรรมกายและวัดปากน้ำภาษีเจริญ ว่าเป็น "วัดพี่วัดน้อง" สมเด็จช่วงยังเคยยอมรับว่าเงินบริจาคบางส่วนที่วัดพระธรรมกายได้รับ ได้มีการบริจาคต่อให้วัดปากน้ำภาษีเจริญ และนี่เป็นหนึ่งในประเด็นของการสอบสวนของ ดีเอสไอ ที่มีข้อสงสัยต่อเส้นทางการเงินของวัดพระธรรมกาย
แหล่งข่าวจาก คสช.บอกกับไพร์มไทม์ ว่า แม้ผลการตีความกฎหมายของกฤษฎีกาจะออกมาว่า การประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อเลือกสมเด็จพระสังฆราช นั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เห็นว่าชื่อของสมเด็จช่วงยังมีปัญหา และมีความเป็นไปได้ที่พล.อ.ประยุทธ์ อาจพิจารณาใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ภายใต้มาตรา 44 เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้เมื่อถึงเวลา แต่คงไม่ใช่ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน แต่อาจจะเป็นหลังจากที่ข้อกล่าวหาเรื่องการครอบครองรถเบ็นซ์ที่มีต่อสมเด็จช่วงมีข้อยุติ
แหล่งข่าวจาก คสช. เปิดเผยว่า ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ มาตรา 44 ก็คงไม่ใช่เพื่อแก้มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งระบุว่าให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักกดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อดทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่จะใช้มาตรา 44 เพื่อเพิ่มข้อความบางข้อความเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะไม่มีผลบังคับกับสถานการณ์ในอนาคตหลังจาก คสช.พ้นอำนาจไปแล้ว
ในช่วงที่ผ่านมาพระสงฆ์ในมหานิกาย ซึ่งเป็นสายเดียวกับธรรมกาย ได้แสดงการสนับสนุนสมเด็จช่วงอย่างเปิดเผย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีความพยายามปลุกระดมผ่านทางโซเชียลมีเดียให้เจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศออกมาเคลื่อนไหวหลังมีกระแสข่าวว่าจะมีความพยายามแก้ไขมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เพราะกลัวว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะเป็นการเปิดทางให้มีการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะองค์อื่นที่ไม่ใช่สมเด็จช่วง