นายกีรติ กล่าวว่า หลังจากไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.พญาไท วันนั้นได้ออกตามหามารดาไปทุกที่ จนเวลา 20.00 น.วันที่ 21 มิ.ย.ได้รับการติดต่อจากคนรู้จักว่า มีผู้ป่วยนามสกุลเดียวกับตนกำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา จึงเดินทางไปตรวจสอบปรากฏว่า เป็นมารดาของตนจริง ซึ่งตอนไปขณะนั้นมารดานอนหลับอยู่ และเมื่อตื่นขึ้นมาก็แสดงอาการว่า จำตนไม่ได้ แต่เมื่อผ่านไปซักระยะ มารดามีทีท่าว่า จำได้และทักทายยิ้มแย้มปกติ ซึ่งต่างจากที่ฟังจากที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาว่า ช่วงมารดามารักษาตัวแรกๆมีอาการอ่อนเพลีย แววตาเหม่อลอย
" เมื่อแม่มีการดีขึ้น เลยตัดสินใจพากลับมารักษาตัวที่ กทม. ซึ่งก่อนที่พาแม่มานั้น ทางคู่กรณีคือพี่ชายและภรรยาของเขาได้โทรมาพูดในทำนองจะไม่ให้เอาแม่ไป แต่ตนตัดสินใจแล้วว่า จะพาแม่กลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชฯ เพราะก่อนหน้าแม่เคยรักษาตัวอยู่ที่นี่ โดยก่อนหน้านี้ไม่รู้เลยว่า เขาเอาแม่ไปไว้ที่ไหนและไม่กล้าที่จะตามหาจากคู่กรณีเพราะเกรงว่า ตัวเองจะไม่ปลอดภัย ในที่สุดก็ได้แม่คืนมา รู้สึกดีใจที่สุดในชีวิต หลังจากนี้จะเร่งทำงานตัดสุดให้เสร็จซึ่งมีค้างอยู่ 6-7 ชุดจากนั้นจะปิดกิจการ ขอใช้เวลาที่เหลือในชีวิตดูแลแม่อย่างดีที่สุด " นายกีรติ กล่าวและว่า
วันนี้แพทย์ตรวจสุขภาพมารดา พบว่า แข็งแรงดี จากนี้จะพาไปพักที่บ้านย่านพระราม 6 ซึ่งเป็นบ้านของแม่และจะจ้างบอดี้การ์ดมาดูแลความปลอดภัยด้วย ส่วนวันที่ 26 ก.ค.จะไปขึ้นศาลเยาวชนและครอบครัวกลางฟังคำศาลพิจารณา เพราะก่อนหน้านี้ได้ยื่นเรื่องขอเป็นผู้อนุบาลแม่แต่เพียงผู้เดียว สำหรับเรื่องมรดกที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ที่มีการแย่งกันนั้น ไม่ใช้ประเด็นสำคัญหากอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ทั้งนี้เรื่องคดีความเรื่องที่แม่หายไปไม่ได้ติดใจ เพราะได้แม่คืนมาแล้ว ส่วนคดีที่คู่กรณีแจ้งความว่า ตนขโมยตู้เซฟนั้น ขอชี้แจ้งว่าตู้เซฟนั้นเป็นของแม่ตน และยังไม่ได้รับการประสานใดๆจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีดังกล่าวคงต้องปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรม