พาดหัวของหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald ของประเทศออสเตรเลียเมื่อเร็วๆ นี้ อาจจะสะท้อนความรู้สึกของคนจำนวนไม่น้อยต่อบทบาทของหัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี
"ออง ซาน ซู จี" กำลังกลายเป็นเผด็จการประชาธิปไตยหรือเปล่า"
เธอควบตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 4 ตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษาแห่งรัฐ แต่มากไปกว่านั้น ออง ซาน ซู จี ยังเป็นคนกำหนดตัวบุคคลที่นั้งอยู่ในกระทรวงต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิดและพร้อมรับฟังคำสั่งจากเธอ
แหล่งข่าวในพรรคเอ็นแอลดีและสื่อมวลชนในกรุงย่างกุ้งให้ข้อมูลกับ Prime Time ตรงกันว่าดูเหมือนทุกคนในพรรคและในรัฐบาลจะต้องฟังเสียงของอองซานซูจีเป็นหลัก
และมีเสียงเล็ดลอดออกมาจากพรรคเอ็นแอลดีตลอดว่าเธอมักจะยึดความเห็นตัวเองเป็นที่ตั้งในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
แม้แต่สื่อมวลชนเมียนมาก็ยอมรับว่าการวิพากษ์วิจารณ์อองซานซูจีโดยตรงเป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง
"ในอดีตเราไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ทหาร และทำวันนี้เราไม่ค่อยกล้าวิพากษ์วิจารณ์ออง ซาน ซู จี" นักหนังสือพิมพ์อาวุโสเมียนมาคนหนึ่งบอกกับ Prime Time
เป็นที่รู้กันว่า ออง ซาน ซู จี เป็นที่รักและชื่นชมของคนเมียนมา เพราะฉะนั้นการวิพากษ์วิจารณ์เธอจะถูกมวลชนของเธอตอบโต้ทันที
ผู้สื่อข่าวเมียนมาหลายคนบอกกับ Prime Time ว่าดูเหมือนออง ซาน ซู จี จะมองข้ามสื่อมวลชนในเมียนมาตลอด และให้ความสำคัญกับสื่อต่างประเทศมากกว่า
"เราแทบไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์เธอ แต่เธอกลับพูดคุยกับสื่อใหญ่ๆ ตะวันตกตลอดเวลา" บรรณาธิการข่าวคนหนึ่งบอกกับ Prime Time
และประเด็นล่าสุดที่คงทำให้ออง ซาน ซู จี ถูกตั้งคำถามมากขึ้น คือการที่เธอปฏิเสธที่จะเรียกชนกลุ่มน้อยมุสลิมในรัฐยะไข่ที่ตกเป็นเป้าของการถูกกีดกันและความรุนแรง ว่าเป็น "โรฮิงยา"
ซูจีประกาศจุดยืนดังกล่าวในระหว่างการพบปะกับตัวแทนขององค์การสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุของการรักษาไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างชุมชนมิสลิมกับชาวพุธในเมียนมา
ซูจีถูกวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ว่า ไม่ได้พยายามแสดงจุดยืนเพื่อปกป้องชาวโรฮิงยาที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงโดยฝีมือของชาวพุทธในเมียนมา