เขื่อนป่าสักฯมีควาาสำคัญที่จะ ส่งน้ำไปแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำประปาในพื้นที่ปริมณฑลและกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงลงพื้นที่มาตรวจสอบปริมาณน้ำด้วยตัวเอง พร้อมกับเตือนเกษตรกรว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนปลูกข้าววันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ประชาชนในเขตจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ได้รับรายงานว่าเกษตรกรหันมาปลูกพืชน้ำน้อย อย่างถั่วเหลือง และถั่วเขียวเกือบทั้งจังหวัด ตามนโยบายรัฐบาล และสำรวจปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นเขื่อนกักน้ำ ที่ใช้ส่งไปผลิตน้ำประปาแถบจังหวัดปทุมธานีและกรุงเทพมหานคร พบว่าปัจจุบันมีน้ำใช้การได้เหลืออยู่เพียง 285 ล้านลูกบาศก์ เหลือพอใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคเพื่อทำน้ำประปาเท่านั้น
พลเอกฉัตรชัย บอกว่ารัฐบาลมีความพยายามให้การเพิ่มเติมน้ำและแก้ปัญหาภัยแล้งตามลำดับ โดย ในลำดับแรกหาแหล่งน้ำธรรมชาติ ลำดับที่ 2 เติมแหล่งน้ำธรรมชาติด้วยระบบชลประทาน ลำดับที่ 3 ฝนหลวงและน้ำบาดาล ลำดับท่ 4 คือการขนน้ำไปแจกประชาชน และในปีนี้จึงขอให้ชาวนาอย่าพึ่งรีบร้อนปลูกข้าว เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าฝนจะตกในเดือนพฤษภาคมหรือไม่
ด้านเกษตรกร นายธงชัย ตันตระกูล เปิดเผยต้นทุนการปลูกถั่ว ต่อไร่ใช้เงินลงทุน 1300 บาทและได้กำไรสุทธิต่อไร่ 600 บาทแต่ก็ยอมรับว่าหากฝนตกลงมา มีน้ำ ก็พร้อมที่จะทำนาอีกครั้งเพราะได้ราคาดีกว่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงนโยบายที่จะใช้ในการปฏิรูปการเกษตรว่าจะมีแผนที่เกษตร ที่ระบุว่าพื้นที่ในจังหวัดแต่ละจังหวัดเหมาะสมที่จะปลูกพืชประเภทใดในพื้นที่ไหน ยกตัวอย่างเช่นจังหวัดลพบุรี มีพื้นที่เกษตรกรรม 2.58 ล้านไร่ ร้อยละ 60 เหมาะสมทำการเกษตร แต่อีกร้อยละ 40 ไม่เหมาะสมที่จะทำการเกษตร ซึ่งประชาชนบริเวณนั้น ก็ต้องเปลี่ยนอาชีพ แม้อาจจะเป็นไปได้ยากแต่หน่วยงานต่างๆ ก็ต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจ และเชื่อว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งภายหลัง