สามปีหลังจากที่รัฐบาลออกประกาศว่าต้นบงอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ กองทุนเพื่อการพัฒนาทางการเกษตร ขององค์การสหประชาชาติ หรือ ไอเอฟเอดี (IFAD) ก็ได้เริ่มโน้มน้าวให้เกษตรกรปลูกต้นบงเป็นพืชหารายได้ โครงการเริ่มขึ้นเมื่อปี 2554 ในแขวงสะหม้วย ต่อมาได้ขยายพื้นที่ไปครอบคลุมทางตอนใต้ของสปป.ลาวเมื่อปลายปี พ.ศ.2558
เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ชาวบ้าน ดำรงชีวิตด้วยการทำการเกษตร ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกพืช ปลูกข้าว ตามเนินเขา เมื่อดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็จะย้ายไปยังพื้นที่ใหม่ แล้วแผ้วทางป่าเพื่อทำการเกษตร ซึ่งเมื่อไม่มีการควบคุมก็เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ปริมาณต้นไม้ตามภูเขาลดน้อยลง ทำให้เกิดการกัดเซาะหน้าดิน นำไปสู่สภาพความแห้งแล้ง ตัวแทนเกษตรกรพื้นเมืองชาวปาโกะห์ ซึ่งรวมกลุ่มกันได้ราว 17,000 คน เล่าว่า โครงการนี้ส่งเสริมให้พวกเขาปลูกต้นบง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีมากๆทั้งยังช่วยให้ครอบครัวพวกเขามีอาหารที่เพียงพออีกด้วย
สเตฟาเนีย ไดน่า อดีตผู้จัดการโครงการของไอเอฟเอดี เล่าว่า ขณะนี้เกษตรกรและชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับโครงการปลูกต้นบง สามารถดำเนินกิจกรรมนี้ต่อไปได้ด้วยตัวเองแล้ว และขั้นตอนต่อไปคือการเพิ่มมูลค่าและผลกำไรจากการปลูกต้นบง ซึ่งจะช่วยก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นภายในประเทศลาว แทนที่จะเป็นการผลิตวัตถุดิบเพื่อส่งออก ปัจจุบันนี้มีเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 900 หลังคาเรือนและพื้นที่ในการปลูกต้นบงก็ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 12,500 ไร่
ตั้งแต่ที่ไอเอฟเอดี เข้ามาเริ่มโครงการ ราคาของเปลือกไม้บงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วงปี พ.ศ. 2554 - 2556 และได้กลับมาเป็นที่นิยมปลูกเรื่อยมา
ต้นบงที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปี ถึงช่วงอายุที่ลอกเปลือกได้ พื้นที่ปลูกต้นบงทุก 2.5 ไร่สามารถสร้างรายได้มากถึง 35,000 บาทต่อปี และยังสามารถลอกเปลือกบงออกได้ต่อไปอีก เป็นระยะเวลานานถึง 50 ปี
สำหรับแผนปฏิบัติการของโครงการในการส่งเสริมการปลูกต้นบง ยังนำไปใช้สำหรับการปลูกกาแฟ ข้าว และใบชา ให้กับกลุ่มเกษตรกรพื้นเมืองได้อย่างประสบผลสำเร็จ สิ่งนี้จะช่วยนำพาประเทศลาวไปสู่การพัฒนาในระดับสูงเพิ่มขึ้นไปอีกโดยไม่ยากในอนาคต