เนชั่นทีวี

ข่าว

ปมร้อนรถหรูสะเทือนวงการสงฆ์ จาก“สมเด็จช่วงถึงหลวงพี่น้ำฝน”

27 ก.พ. 2559 | nation_ent

ปมร้อนรถหรูสะเทือนวงการสงฆ์
จาก“สมเด็จช่วงถึงหลวงพี่น้ำฝน”

การตรวจสอบ รถเบนซ์ โบราณหมายเลขทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กลายเป็นเรื่องร้อนแรงในสังคมที่มีผลต่อการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 หลังจากมีฝ่ายทั้งสนับสนุนและคัดค้าน โดยการตรวจสอบครั้งนี้ถูกดันให้เป็นคดีของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ


ที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน คือ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำหนังสือถึง พระครูปลัดสิทธิวัฒน์" หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม เพื่อขอให้นำรถยนต์ยี่ห้อแพนเธอร์ รุ่นปี ค.ศ.1977 สีดำ หมายเลขเครื่องยนต์ 8L66240-L หมายเลขตัวรถ 731 เข้าตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ทางกายภาพ

งานนี้ทำเอาหลวงพี่น้ำฝนถึงกับของขึ้น เพราะเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2556 หลวงพี่น้ำฝนได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของวัดนำ รถยนต์ยี่ห้อแพนเธอร์ รุ่นปี ค.ศ.1977 สีดำ ทะเบียนเดิม กท 1562 สระบุรี ปัจจุบันทะเบียน กก 1177 กรุงเทพมหานคร ไปให้ดำเนินการตรวจสอบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา

ในครั้งนั้นได้แจ้งผลการตรวจสอบตามแบบตรวจสอบรถยนต์ พบมีหมายเลขเครื่องยนต์ 8L66240-L หมายเลขตัวรถ 731 หมายเลขเกียร์ 28162004002760 เบื้องต้นเชื่อว่า เป็นรถยนต์ที่ประกอบขึ้นในประเทศจากชิ้นส่วนรถยนต์เก่า

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ในการตรวจสอบครั้งแรกนั้น ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยันชัดเจนว่า เป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายแน่นอน เพราะมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงพิกัดอัตราศุลกากร อีกทั้งเลขตัวถัง เครื่องยนต์และเกียร์ยังเป็นเลขซีรีส์เดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นรถคันเดียวกัน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของธาริตที่ระบุว่า เครื่องยนต์และเกียร์ยังเป็นเลขซีรีส์เดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็น "รถคันเดียวกัน

เรื่องนี้อาจจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ส่งผลให้ ดีเอสไอ ทำหนังสือตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อแพนเธอร์ของหลวงพี่น้ำฝน ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 และดูเหมือนว่าเป็นเหตุผลที่ดีที่สุด

แต่หากนำบทสัมภาษณ์ของธาริต ไปถามช่างที่รับวางเครื่องตามอู่รถต่างๆ จะตรงกันข้าม ด้วยเหตุที่ว่า ในวงการซื้อขายเครื่องยนต์นำเข้ามือสองจากต่างประเทศ เป็นที่รู้กันดีกว่า เครื่องยนต์และเกียร์ เป็นของชิ้นเดียวกันที่ต้องซื้อพร้อมๆ กัน

การแยกซื้อ ไม่ว่าจะซื้อเฉพาะเครื่องยนต์ หรือเฉพาะเกียร์ ราคาไม่แตกต่างกันมากนัก ช่างส่วนใหญ่จะซื้อยกชุด เพื่อสะดวกในการติดตั้ง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เครื่องยนต์และเกียร์ยังเป็นเลขซีรีส์เดียวกัน

เรื่องนี้ หลวงพี่น้ำฝน ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้ 2 ปี ทางดีเอสไอได้เรียกให้นำรถคันดังกล่าวเข้าไปตรวจสอบแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 แต่ไม่พบความผิดปกติ พร้อมออกเอกสารมายืนยัน ในขณะที่ข่าวออกไปว่า พระนำเข้ารถผิดกฎหมาย ทำให้ชื่อเสียงเสียหายไปแล้ว วันนี้ยังจะมาเรียกตรวจสอบอีก จึงอยากตั้งข้อสังเกต เพราะอะไรรถในลักษณะนี้ทั่วประเทศมีกว่า 5,000 คัน แต่มีเรียกตรวจแค่รถเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และของอาตมา

ส่วนที่บอกว่ารถยี่ห้อจากัวร์ แท้จริงแล้วเป็นรถยี่ห้อแพนเธอร์ รุ่นปี 1977 สีดำ หมายเลขเครื่อง 8L66240-L หมายเลขตัวรถ 731 แต่ใส่เครื่องจากัวร์ ที่ผ่านมารถนี้ไม่ได้ใช้งานจอดอยู่ในห้องกระจก เพื่อให้เป็นวิทยาทานกับการศึกษา สภาพจึงไม่พร้อมที่จะขับไปให้ตรวจสอบ เนื่องจากไดสตาร์ทเสียเกียร์ชำรุด และในวันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ จะทำหนังสือแจ้งไปให้ดีเอสไอทราบและขอให้มาตรวจสอบที่วัดแทน

รถยี่ห้อแพนเธอร์จอดอยู่ในวัด เอาออกไปไหนไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้ใช้ในการส่วนตัวเลย จอดเป็นวิทยาทาน อาตมาขอชี้แจงว่าเป็นความเสื่อมเสีย ชื่อเสียงที่อาตมาสร้างมาทั้งหมด ในวันนี้หากมีใครอยากถามอะไรจะได้พูดครั้งเดียวให้จบ และขอยืนยันว่าเป็นรถยี่ห้อแพนเธอร์ เครื่องจากัวร์ ไม่ใช่ยี่ห้อจากัวร์อย่างที่ปรากฏเป็นข่าว ที่สำคัญยังเสียภาษีปีละ 11,700 บาท และภาษีหมดในวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 นี้ อีกทั้งยังไม่ได้ยกเลิกการหยุดต่อทะเบียนในการที่ไม่ใช้รถด้วย หลวงพี่น้ำฝนกล่าวย้ำ

นั่นคือสิ่งที่หลวงพี่น้ำฝนชี้แจงผ่านสื่อหลังตกเป็นข่าวขณะเดียวกัน ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอระบุว่า รถของหลวงพี่น้ำฝนเป็นรถที่อยู่ในบัญชีรายชื่อรถนำเข้าแบบจดประกอบระหว่างปี 2554-2555 มีราคาสำแดงนำเข้าเกิน 4 ล้านบาท จึงจัดอยู่ในกลุ่มที่ดีเอสไอกำหนดเรียกตรวจสอบเป็นลอตแรก จำนวน 548 คัน ตั้งแต่ปี 2556

รถคันนี้จดทะเบียนในชื่อ คมน์กฤตย์ สุนทรสุวรรณ หรือหลวงพี่น้ำฝน ระบุเป็นรถจากัวร์ใช้เชื้อเพลิงเบนซินเลขตัวถัง 731 เลขเครื่องยนต์ 8L66240-L ขนาดเครื่องยนต์ 4200 ซีซี ส่วนข้อมูลที่หลวงพี่น้ำฝนระบุว่า รถคันดังกล่าวผ่านการตรวจสอบแล้วเป็นความจริง แต่ดีเอสไอยังไม่ได้สรุปผลการตรวจสอบ และได้แจ้งให้ผู้ครอบครองรถนำข้อมูลมาแสดงเพิ่มเติม ซึ่งหลวงพี่น้ำฝนขอกลับไปค้นข้อมูลแล้วเพื่อจัดส่งให้เพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมส่งกลับมาให้ดีเอสไอ

"จากการตรวจสอบเอกสารย้อนหลังพบว่า รถยนต์คันนี้สำแดงนำเข้าเป็นรถยี่ห้อจากัวร์ แต่เมื่อมาถึงขั้นตอนการจดประกอบกลายเป็นรถยี่ห้อแพนเธอร์ แต่พอมาถึงขั้นตอนจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกกลับมาเป็นรถจากัวร์อีกครั้ง ดีเอสไอจึงจำเป็นต้องเรียกตรวจสอบทางกายภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทจากัวร์ให้ข้อมูลว่า จากัวร์กับแพนเธอร์เป็นคนละยี่ห้อกัน

ดังนั้น ดีเอสไอจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบว่ารถคันดังกล่าวเป็นยี่ห้อใดระหว่างแพนเธอร์หรือจากัวร์ขณะเดียวกันยังพบว่าในชั้นการนำเข้าพบการแยกสำแดงใบขนเป็น 2 ชุด คือใบแรกระบุว่า นำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ใบที่สองนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ใบขนทั้ง 2 ใบ มีการนำเข้าในระยะเวลาใกล้เคียงกันจากตัวแทนบริษัทเดียวกัน จึงถือเป็นพิรุธที่ต้องตรวจสอบว่า ข้อเท็จจริงแล้วเป็นการนำเข้าลอตเดียวกันหรือไม่

จากประเด็นดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า การเข้ามาตรวจสอบของดีเอสไอในครั้งนี้เกิดจากหลักฐานในเรื่องที่มาของรถที่ยังมีเหตุให้เคลือบแคลงสงสัยที่เป็นเหตุเป็นผลเช่นกัน

ส่วนในมุมมองของนักกฎหมายอย่าง ดร.สุกิจ พูนศรีเกษม อาจารย์พิเศษวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ซึ่งทำคดีเกี่ยวกับพระมาหลายคดี บอกว่า เท่าที่ทราบคดีรถโบราณของหลวงพี่น้ำฝนเคยผ่านการตรวจสอบของดีเอสไอแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีข้อสรุปว่า ไม่มีความผิด ทั้งนี้ หากจะทำตามขั้นตอนที่เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนตัวมองว่า เจ้าหน้าที่ต้องไปดำเนินคดีกับศุลกากรที่ปล่อยปละละเลยให้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังต้องดำเนินคดีกับกรมการขนส่งทางบกด้วย เพราะว่ามีหน้าที่ตรวจ และออกทะเบียนให้ ส่วนเอกสารปลอมหรือไม่นั้นไม่ใช่หน้าที่ของ ดีเอสไอ เพราะคำว่า เอกสารปลอม ไม่อยู่ในคดีพิเศษ

"แนวทางการต่อสู้หนึ่งที่น่าสนใจ คือ ต้องดูที่เจตานาของผู้ครอบครองด้วย ถ้าไม่รู้ก็ไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แต่ถ้าจงใจก็ถือว่ามีความผิดเช่นกัน"

ข่าวล่าสุด